The I-Land

พล็อตเรื่องไม่ใช่แค่คุ้นๆ แต่เรียกว่าก็อปปี้ซีรีส์ LOST มาเลยดีมากกว่า ซึ่งลอสทำออกมาตั้งแต่ปี 2004 และก็เปลี่ยนเป็น 1 ในซีรีส์ชั้นต้นๆ ของโลกในยุคนั้น การที่หนังแนวติดเกาะลึกลับแบบ Lost ห่างหายไปนาน ผู้สร้างดิไอแลนด์ก็คงนึกอยากเอาแนวทาง Lost มาทำใหม่ลง Netflix แต่แทนที่จะพัฒนาต่อยอดจินตนาการจาก Lost ให้ได้ใกล้เคียงหรือทำให้ดียิ่งกว่า แตกต่างกว่า แต่กลับเปลี่ยนเป็นการลอกเลียนแบบเดินตามรอยเป๊ะๆ ตั้งแต่ทีแรก เปิดมาติดเกาะทุกคนความจำเสื่อม มีสิ่งแปลกๆ ในเกาะ ทุกคนมีประวัติด้านมืดกันหมด ซึ่งถ้าเดินตามรอยเลยก็อาจจะยังดีมากยิ่งกว่าสำหรับคนที่ไม่เคยดู Lost ก็คงรู้สึกระทึกน่าติดตามได้อยู่เหมือนกัน

…แต่ผู้สร้างคงกลัวว่าจะเหมือนมากไป เลยเปลี่ยนหักลำเฉลยที่มาที่ไปตั้งแต่ตอน 2 แถมเปลี่ยนโลเกชั่นของเรื่องมาในที่ใหม่เป็นห้องลอง (ไม่ได้สปอยล์นะครับ เพราะมีใส่ไว้ตั้งแต่ในเทรลเลอร์แล้ว) แถมเรื่องไม่ได้ดำเนินแบบสลับไปมาระหว่างเกาะกับห้องลอง แต่เดินตามนางเอกคนเดียว ซึ่งนางเอกไปอยู่ที่ไหน เรื่องก็โฟกัสไปตรงนั้น โดยตั้งมั่นไม่ให้เหมือน Lost ที่ใช้แฟลชแบ็คตัดฉากเดินเรื่องนอกเกาะอยู่เป็นระยะๆ แต่เรื่องนี้เป็นการเดินเรื่องออกไปนอกเกาะจริงๆ แบบไม่ฉลาดเลย ที่ให้นางเอกรู้ความลับเบื้องหน้าการที่ทุกคนมาติดเกาะตั้งแต่ตอนแรก และจากนั้นก็ให้กลับไปที่เกาะเพื่อให้คลายปริศนา ซึ่งก็แทบไม่มีอะไรซับซ้อนน่าติดตาม เนื้อเรื่องสุดท้ายก็เฉลยมาแบบพื้นๆ อาจจะมีหักมุมนิดๆ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว้าวอะไร ดูจบแล้วหลังจากนั้นก็พร้อมลืมไปได้ทันที ไม่มีติดหัวมาให้พูดคุยกันต่อแบบที่ Lost ทำไว้ได้ดีมาก จนแฟนคลับ ออกมาวิเคราะห์นอกจอเป็นทฤษฎีต่างๆ นาๆ

นอกจากนี้ตัวละครแทบทุกตัวก็ชอบทำตัวลึกลับแบบน่ารำคาญ โดยที่สุดท้ายก็ไม่ได้มีข้อความสำคัญสำคัญอะไรแบบเดาได้หมด แถมคาแรกเตอร์หลักๆ ก็ยังลอกสูตรเลียนแบบ Lost มาอีกหลายตัวละคร แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกน่าติดตามไปกับตัวละครใดๆก็ตาเป็นพิเศษเลย แม้แต่ตัวละครสำคัญที่อยู่นอกเกาะก็ไม่ได้มีความคิดว่าลึกลับอะไร เพราะหนังแทบจะเฉลยหมดทุกอย่างตั้งแต่ตอน 2 ขึ้นไป โดยเหลือความลับของนางเอกไว้นิดเดียวเท่านั้น

รีวิว The I-land ซีรีส์ Netflix ที่ก็อปปี้ LOST มาเต็มๆ 1
นางเอกที่พอดูมีอะไรให้น่าติดตามอยูบ้าง + เน้นเสื้อเปิดอกโชว์ซะเหลือเกิน
The I land เป็นซีรีส์ที่แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ใช้ฉากเดิมซ้ำๆ หนังเหมือนจะล้ำยุคแต่กลับไม่มีอะไรให้ล้ำยุคตามที่คิด ดูแล้วแทบจะเหมือนซีรีส์ยุคเก่าทุนต่ำ  แม้แต่บทก็ยังไม่ได้พัฒนาไปจาก Lost เลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนหนังดูจะงงๆ ตัวเองที่ตอบจบใส่หลักสำคัญใหญ่โตระดับโลกปิดท้าย แต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเรื่องราว นอกเสียจากให้ตัวเอกได้รู้ว่าโลกจริงในปัจจุบันเป็นยังไงแค่นั้นโดยที่ไม่ได้มีการวางไว้ว่าจะทำซีซั่นต่อไปด้วย ซึ่งก็ดีแล้วเพราะถ้าทำต่อคงดันทุรังนำมากๆ

ถ้าคุณเคยดู Lost มาแล้ว ก็อย่ามาเสียเวลาแม้แต่นิดเดียวเพื่อให้ดูเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณไม่เคยดู Lost ก็คงพอจะรู้สึกตื่นเต้นลุ้นๆ ไปกับเรื่องราวได้ แต่ถ้าผ่านได้ผ่านเลยดีมากกว่าจะมาเสียเวลากับซีรีส์ที่ไม่มีความแปลกใหม่ หรือเอกลักษณ์อะไรเป็นของตนอย่างนี้เลยครับ

Countdown

รับกันตรงๆ ว่าดูตัวอย่าง พล็อต เนื้อเรื่องแล้วไม่มีความคิดว่าสดใหม่อยากดูสักเท่าไหร่ แต่ตัดสินใจไปดูเรื่องนี้เลยก็เพราะ หนังได้ผู้แสดงสาว “เอลิซาเบ็ท เลล” (Elizabeth Lail) มารับบทนำ โดยไม่นานมานี้ คุณได้ฝากผลงานซีรีส์ Netflix เรื่อง “You” ที่ติดท็อป 1 ในท็อป 5 ที่คนดูสูงสุดของปี 2018 และกำลังมีซีซั่น 2 ปลายเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งถ้าใครได้ดู You มีหลงเสน่ห์คุณกันทุกคนในบทนางเอกที่มีบุคลิกแตกต่างจากทั่วไปมาก (ไม่สปอยล์เพราะเป็นจุดพลิกเรื่องต้องไปดูกันเอาเองครับ) แม้จะเป็นดาราคนใหม่พึ่งเล่นภาพยนตร์เรื่องแรก (ก่อนนี้เล่นแต่หนังชุดทางทีวี) แต่เสน่ห์เหลือล้นทั้งรูปร่างหน้าตา ยิ่งดวงตาสีเขียวของคุณนี่กระชากใจได้เลย

Countdown
นางเอกจากซีรีส์ You ของ Netflix
แม้ว่าว่าผมจะดูนางเอกเป็นหลักและเสน่ห์ของคุณในเรื่องนี้ก็ยังไม่เสื่อมคลาย แต่ที่มีเซอร์ไพรส์ในเรื่องคือหนังมีอะไรมากกว่าที่เห็นในตัวอย่างพอควรเลยครับ แม้จะพอเดาได้ แต่ก็ต้องยอมรับผู้สร้างไม่ได้เอาแอพมาผูกเล่นแบบคิดง่ายๆ หนังมีอ้างอิงที่มาที่ไป โยงไปหาเรื่องราวในไบเบิลได้เข้าท่าเหมือนกัน กับใจความสำคัญที่ทุกคนอาจควรต้องเคยแว่บคิดอยากรู้สึกตัวเองจะตายเมื่อไหร่ หนังเล่นเรื่องดลใจใคร่รู้ในชะตากรรมของตัวเราเองมาเล่น ซึ่งก่อนนี้ก็มีพล็อตแอบเหมือนกันเรื่องความตายตามล่าคนที่รู้ว่าตัวเองต้องตาย อย่าง Final Destination 7 ต้องตาย โกงความตาย ที่ทำมา 5 ภาคแล้วหยุดหายไปเฉยๆ แต่สิ่งที่ Countdown ต่างออกไปนิดหนึ่งคือข้อความสำคัญ การยอมรับชะตากรรมเพราะเลือกอยากรู้เวลาตายเอง หนังชวนให้คิดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วถึงเราเคยคิดว่าจะตายเมื่อไหร่ แต่ถ้ามีอะไรสักอย่างมาให้บอกให้รู้ โดยให้เลือกว่าจะดูไหมดูด้วยตัวคุณเอง คุณยังจะเลือกรับรู้วันตายของตนอยู่หรือเปล่า ซึ่งหนังเอาส่วนนี้มาเล่นโดยมีปมดราม่าในจิตใจของตัวละครผูกติดไว้อีกที ที่เกี่ยวกับความผิดเล็กๆ แต่เปลี่ยนเป็นทำให้เกิดเหตุร้ายแรง ถ้าเราโตกับความรู้สึกผิดทุกวันจนอยากตายอยู่แล้ว เราควรจะยอมรับชะตากรรมเวลาตายของเราจริงๆ เพื่อให้ไถ่บาปดีไหม?

ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้น่ากลัวไหม ผมต้องบอกว่ามันแอบตลกซะมากกว่า เอาจริงๆ ผมว่ามันเป็นหนังตลกสยองขวัญเน้นจั๊มสแกร์ (มุกเสียงดังผีโผล่ตุ้งแช่) หนังตั้งมั่นเล่นกับฉากจั๊มสแกร์เป็นหลัก ซึ่งถ้าใครขวัญอ่อนก็อาจจะน่ากลัวได้เลยเพราะใส่มาซะเยอะ แต่ถ้าใครชินกับมุกแบบงี้ที่ต้องทำตัวละครให้ดูโง่ๆ กว่าคนปกติแบบค่อยๆ ไปส่องดูคงชิน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวละครเริ่มสอดรู้สอดเห็นทำอะไรโง่ๆ มุกนี้ต้องมา แต่เอาว่าหนังก็ทำได้ดีไม่ขนาดดูไปด่าไปกับความโง่ของตัวละครหรอกครับ เพราะจริงๆ มันออกแนวตลกแบบบอกไม่ถูกปนมาด้วย จากตัวละครสมทบในเรื่องอย่าง คนขายมือถือเจลเบรคแฮ็กแอพได้ หรือบาทหลวงที่คลั่งปีศาจซาตานแบบเหมือนพวกป๋องส่องหาวิญญาณอะไรแบบนั้น คืออยากเจอมานานแล้วววว

รีวิว Countdown หนังสยองขวัญปนขำที่แอบล้ำนิดๆ เหมือนไฟนอลเดสติเนชั่น 1
ฉากแก้ทางแอพในเรื่องที่ออกจะขำนิดๆ
การันตีว่าแม้หน้าหนังจะดูทุนต่ำ (ซึ่งก็ต่ำจริงๆ แค่ 8 ล้านเหรียญ) พล็อตดูงั้นๆ แต่หนังมีอะไรบ้างในเรื่องพอสมควร และก็เล่นกับการหาทางออกจากชะตากรรมได้เข้าท่าอยู่ไม่น้อย คือไม่สามารถเล่าได้เลยว่าเป็นยังไง แต่ถ้าใครที่ดู You มาก็คงคิดเหมือนกันว่า “นางเอาอีกแล้ว” บทในเรื่องนี้ก็เช่นกันหนังเปลี่ยนนางเอกได้อย่างน่าสนใจ และก็ทำให้โทนหนังเปลี่ยนไปเลย แถมยังวกกลับมาจบได้สวยๆ แม้จะไม่เซอร์ไพรส์ในวิธีการ แต่หนังผนวกรวมทางแก้ปัญหาปมชีวิตของนางเอกกับน้องสาวไปพร้อมกัน ซึ่งดูดีเลยทีเดียว แถมยังมีโอกาสทำภาคต่อเก๋ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งมาอีกก็ดูครับ แต่ก็สงสัยว่าจะมีอะไรเหลือให้เล่นอีก แนะนำว่าถ้าชอบนางเอกคนนี้ ชอบไฟนอลเดสติเนชั่นมาก่อน หรืออยากดูหนังสยองขวัญปนขำๆ ไม่ผิดหวัง แต่ถ้าคาดหวังเนื้อเรื่องสมเหตุผลจริงจัง หรืองานสยองขวัญต้องแปลกใหม่ฉีกแนว อันนี้บ้ายบายเรื่องนี้ไปเลยครับ

ปล.หนังมีเอนด์เครดิตบทสรุปของตัวละครสำคัญในเรื่องเพิ่มอีกคน ซึ่งดูเอาฮา ไม่ได้น่ากลัวอะไร

The Aeronauts

หนังบอลลูนที่ไม่ใช่มีแค่บอลลูน แต่เป็นหนังสร้างจากเรื่องจริงของการบุกเบิกโลกวิทยาศาสตร์ด้านพยากรณ์อากาศ ซึ่งในอดีตยังไม่มีศาสตร์แขนงนี้มาก่อน การที่มีคนบอกว่ามนุษย์จะสามารถทำนายดินฟ้าอากาศได้ จึงเปลี่ยนเป็นเรื่องตลกในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ ที่ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเป็นได้ หนังสร้างจากพื้นฐานของเรื่องจริงของนักวิทยาศาสตร์ เจมส์ เกลย์เชอร์ (James Glaisher) ที่มีตัวตนจริง และก็เป็นเหตุการณ์จริงของการทำลายสถิติโลกลอยด้วยบอลลูนสูงสุด 11,000 เมตรจากเหนือระดับน้ำสมุทร  เพื่อให้ศึกษาสภาวะอากาศในชั้นสูงเหนือเมฆ เพื่อให้เอาข้อมูลทั้งหมดกลับมาศึกษาต่อใช้กับการพยากรณ์อากาศ ซึ่งทำให้เขาไม่ได้รับการยอมรับได้เงินมาวิจัย จนต้องไปหาทุนสร้างบอลลูนเองจากนายทุนที่ขอแค่ขายตั๋วเข้าขมได้ก็พอ…

รีวิว The Aeronauts หนังบอลลูนจากเรื่องจริงของการเปิดโลกพยากรณ์อากาศ ที่ถูกมองว่าบ้า! 2ส่วนที่หนังสร้างเขียนบทขึ้นมาเองคือตัวละครนางเอก “อะมีเลีย เรน” ที่เป็นนักขับบอลลูนชื่อดัง ที่มีความหลังฝังใจจากการตายของสามีในขณะที่กำลังทำลายสถิติบอลลูนด้วยกัน เรนเป็นตัวละครหญิงแกร่งในยุคที่ผู้ชายยังกีดกันความชำนาญผู้หญิง แต่ที่คุณมีชื่อขึ้นมาได้ก็เพราะจากการที่ทำงานร่วมกับสามี แต่คุณก็เป็นคนจริงของจริงเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นตัวเลือกให้ เจมส์ เกลย์เชอร์ ไว้ใจพาขึ้นไปทดสอบงานวิทยาศาสตร์บนฟ้าสูงลิบลิ่วนัดแรกของโลก ที่มีอันตรายแบบที่ไม่มีมนุษย์คนไหนเคยเจอมาก่อน

ด้วยความที่สมัยนั้นยังไม่มีทางขึ้นไปบนท้องฟ้าได้นอกจากบอลลูน ซึ่งยิ่งลอยสูงก็ยิ่งอันตราย ทำให้ความรู้เรื่องท้องฟ้าของคนสมัยนั้นน้อยมากจนมีความเชื่อที่ผิดหลายอย่าง เรื่องราวในหนังจึงเป็นแนวการบุกเบิกศึกษาค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งบอกเลยว่าน่าทึ่งมาก แม้แต่เราที่ดูในยุคปัจจุบันยังอาจจะไม่รู้ว่าท้องฟ้ามีหลายอย่างมากกว่าที่คิด

รีวิว The Aeronauts หนังบอลลูนจากเรื่องจริงของการเปิดโลกพยากรณ์อากาศ ที่ถูกมองว่าบ้า! 3
มีฝูงผีเสื้อในระดับเหนือก้อนเมฆ ไม่ใช่แค่นกที่อยู่ในระดับความสูงอย่างนี้ได้
หนังเดินเริ่มเรื่องมาก็พร้อมขึ้นบอลลูนทันที แล้วหลังจากนั้นก็ไต่ระดับขึ้นไปบนท้องฟ้าทีละช่วงๆ ตัดสลับด้วยการเล่าเรื่องราวความเป็นมาของทั้งคู่ ก่อนจะมาเจอะกันและได้ร่วมงานกันในวันนี้ ซึ่งหนังไม่ได้เสียเวลาเล่าอดีตนานเลย ใช้แค่ตัดสลับช่วงสั้นๆ ไม่กี่นาที เล่าแบบกระชับมาเรื่อยๆ ว่านางเอกบอบช้ำจากการที่สามีตายเพียงใด แล้วทำไมถึงยังมารับงานขับบอลลูนไปทำลายสถิติสูงที่สุดในโลกแบบงี้ได้อีก ซึ่งเราจะค่อยๆ ได้มองว่าเกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์คราวนั้นกันแน่

อีกส่วนของการตัดสลับอดีตของ เจมส์ เกลย์เชอร์ คือการที่เขาทำสิ่งต่างๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในแวดวง จนทุกคนหัวเราะเยาะ แม้แต่พ่อของเขาก็ยังไม่ยอมรับว่าเรื่องที่ลูกชายคิดทำนายอากาศจะเป็นได้ หนังเล่าสั้นๆ แต่ผ่านช่วงเวลายาวนานพอสมควร โดยให้มองว่าพ่อของเขาเปลี่ยนไปจากแต่ก่อน ด้วยอาการของโรคความจำเสื่อม และการที่เขาขึ้นบอลลูนคราวนี้ก็คือโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะทำให้พ่อของเขายอมรับ (และไม่ขายหน้าคนอื่นด้วย)

รีวิว The Aeronauts หนังบอลลูนจากเรื่องจริงของการเปิดโลกพยากรณ์อากาศ ที่ถูกมองว่าบ้า! 4หนังเป็นการผจญภัยของคน 2 คนที่มีความเชื่อแตกต่างกันขัดแย้งกันจากวิธีคิดวิธีปฏิบัติ เรนเป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมกับสามีของคุณ ความปลอดภัยทุกอย่างต้องมาก่อน ส่วนเจมส์กลับเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความกระตือรือร้นไม่สิ้นสุด ขึ้นไปสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่สถิติเก่าที่คนทำไว้แค่ 7 พันเมตร แต่เขาทะเยอทะยานอยากไปไกลกว่านั้นมาก ซึ่งเป็นอันตรายในแบบที่ตัวเจมส์เองก็คาดการณ์ผิดเช่นกัน อย่างเรื่องความเชื่อสมัยเก่าที่คิดว่า ยิ่งสูงขึ้นเจอแสงแดดมากน่าจะร้อนกว่า ทำให้เขาไม่ยอมเตรียมเสื้อน้ำมันที่ช่วยทนฝน ทนหนาว ซึ่งจำเป็นมากกับนักขับบอลลูน ด้วยเหตุผลว่ามันหนักเกินจนทำให้เขาขนอุปการณ์วิทยาศาสตร์ไปไม่หมด

หนังมีฉากที่เรียกว่าเสียววาบกับความสูงและอันตรายที่ใส่เผ่านาทั้งเรื่อง แบบที่จู่โจมเผ่านาเป็นระยะๆ ซึ่งทำได้สมจริงมากกับอันตรายที่โผล่เผ่านาแต่ละอย่าง ซึ่งบทแอ็กชั่นผาดโผนต่างๆ ในเรื่องตกอยู่กับนางเอกแทบทั้งหมด แม้กระทั่งตอนจบยังหนักหน่วงกว่าเจมส์มาก ซึ่งดาราหนังสาว เฟลิซิตี้ โจนส์ นี่หายห่วงเลย เพราะคุณเป็นนางเอกแนวหญิงเดี่ยวเก่งกล้ามาตั้งแต่หนังสตาร์วอร์ Rogue One แล้ว หนังจัดบทให้คุณปีนป่ายลุยทำทุกอย่างได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ถ้าใครเป็นโรคกลัวความสูงดูหนังเรื่องนี้ยิ่งระทึกมากขึ้นไปอีกครับ

รีวิว The Aeronauts หนังบอลลูนจากเรื่องจริงของการเปิดโลกพยากรณ์อากาศ ที่ถูกมองว่าบ้า! 5แต่ก็ไม่ใช่แค่มีมุมอันตราย บนท้องฟ้ายังมีความงามมากด้วยเช่นกัน The Aeronauts เนรมิตรฉากท้องฟ้าฝ่าก้อนเมฆได้สวยงามมาก คือปกติเราอาจจะได้เห็นหนังเรือบินชมวิวท้องฟ้าอะไรอย่างนี้ แต่นี่เป็นเรื่องของมนุษย์ตัวเปล่าลอยสูงขึ้นๆ จนถึงระดับ สตราโทสเฟียร์ ที่เรือบินใช้บินเพื่อให้รักษาเสถียรภาพ ซึ่งมุมมองภาพกว้างรอบตัวอย่างงี้มีแต่บอลลูนที่ทำได้ หนังจำลองฉากมุมสูงทั้งจากมุมมองในบอลลูนออกไป และมุมมองจากนอกบอลลูนกลับมา ด้วย CG ที่เนียนกริบมาก ไม่มีความรู้สึกลอยแปลกแยกจากฉากเลย และยังสวยงามมากจริงๆ จนทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมแม้แต่มาถึงยุคนี้แล้วยังมีคนหลงไหลบอลลูนอยู่อีกเยอะมากๆ (มีเทศกาลบอลลูนนานาชาติจัดที่ไทยเลยด้วยครับ)

ด้วยความที่หนังอยู่ในยุคอดีตก่อนมีรถยนต์หรือเรือบิน ทำให้เรื่องราวหลายอย่างดูคลาสิคนำมากๆ อย่างการใช้นกพิราบสื่อสารที่พกไปด้วยบอลลูนหลายตัวไว้ส่งข่าวกลับไป เผื่อพลาดเกิดอุบัติเหตุตายก่อน การใช้กล้องส่องทางไกลที่พกกันประจำตัว หนังเก็บรายละเอียดโลกในยุคก่อนมีเครื่องยนต์ได้อย่างน่าประทับใจ ได้เห็นความพยายามบุกเบิกเอาชนะสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง กว่าจะมาเป็นพื้นฐานวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ต้องฝ่าฟันอะไรบ้าง   ซึ่ง The Aeronauts เป็นหนังที่ผสมรวมกันทั้งการผจญภัยจากเรื่องจริงกับการเปิดโลกวิทยาศาสตร์พยากรณ์อากาศไปพร้อมกันได้อย่าง สนุก ได้ความรู้ ลุ้นหวาดเสียว แอบมีน้ำตาจากดราม่าไปพร้อมกันครับ

The English Game

The English Game เรื่องย่อ
เรื่องราวเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1878 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่บอลยังเล่นกันอยู่ในระดับสมัครเล่น และความสำเร็จในการชิงถ้วยยังคงผูกขาดอยู่กับทีมสโมสรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยรัฐบาลซึ่งล้วนแต่มีสมาชิกจากชนชั้นนักปกครอง นายธนาคาร นายทุน ลอร์ดเจ้าที่ดิน ในขณะที่สโมสรจากฝั่งของชนชั้นแรงงานยังไม่เคยขึ้นมาได้แชมป์เลยสักครั้ง

แล้วในเวลานั้นเอง เฟอร์กัส ซูเทอร์ นักเตะชาวสกอตแลนด์ แปลงเป็นคนแรกที่ถูกจ่ายค่าจ้างให้มาเล่นบอลให้กับสโมสรบอลของโรงงานปั่นด้ายที่ Darwen ซึ่งในปีนั้นทีม Darwen ได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศถ้วย FA Cup เป็นนัดแรก และจำเป็นจะต้องเผชิญหน้ากับทีม Eton ในรอบนั้น

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง อาคุณร์ คินแนด บุตรชายของลอร์ดคินแนด เจ้าของธนาคารใหญ่และเจ้าที่ดิน ซึ่งตัวอาคุณร์เองก็เป็นนักเตะที่มีทักษะโดดเด่นและเป็นสมาชิกของทีมสโมสร Eton ซึ่งเป็นสโมสรของวิทยาลัยรัฐชั้นนำที่ครองความสำเร็จและเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาเกมบอลให้เป็นกีฬายอดนิยม แล้วแพร่หลายในเวลานั้น

นี่จึงเป็นจุดเริ่มการเผชิญหน้ากันระหว่างสองทีมที่เป็นตัวแทนจากชนชั้นนายทุนและชนชั้นแรงงาน โดยเรื่องราวดำเนินอยู่ระหว่างชายทั้งสองคนที่เกิดและเติบโตอยู่ในสังคมที่แตกต่างกันสุดขั้ว แม้กระนั้นพวกเขาก็ล้วนมีสิ่งที่เหมือนกันนั่นคือ ความรักหลงใหลในเกมบอลเสมือนชีวิต ซึ่งพวกเขาทั้งสองคนต่างก็ต้องการที่จะแข่งขันกันอย่างยุติธรรมและ Fairplay ที่สุด ซึ่งก็ทำให้พวกเขาทั้งสองมีส่วนสำคัญในการพลิกโฉมหน้าแวดวงบอลอังกฤษไปตลอดกาล

รีวิว The English Game ซีรีส์ สร้างจากเรื่องจริงของบอลอังกฤษ ชัยชนะของทีมชนชั้นแรงงาน 1
The English Game ตัวละคร
เฟอร์กัส ซูเทอร์
นักเตะร่างเล็กชาวสกอตแลนด์ มีทักษะในการเล่นบอลที่โดดเด่น เขาเล่นให้กับทีม Patrick ในกลาสโกว์ ซึ่งเขาก็กลาเป็นคนแรกที่ถูกจ่ายค่าจ้างให้มาเล่นบอลให้กับสโมสรบอลของโรงงานปั่นด้ายที่ Darwen โดยมีเจ้าของโรงงานคือ เจมส์ วอลซ์ ที่มีความทะเยอทะยานต้องการจะพาสโมสรโรงงานของตนให้ประสบความสำเร็จสักครั้ง โดยซูเทอร์ได้เดินทางมาร่วมทีมพร้อมกับ จิมมี่ เลิฟ เพื่อให้นคู่หู และหวังว่าจะคว้าถ้วย FA มาครองให้ได้

รีวิว The English Game ซีรีส์ สร้างจากเรื่องจริงของบอลอังกฤษ ชัยชนะของทีมชนชั้นแรงงาน 2ซูเทอร์ยังไม่ใช่แค่นักเตะอัจฉริยะทั่วไป แต่เขายังนำ “วิธีการเล่นบอลแบบใหม่” เผ่านาสู่อังกฤษ เพราะการเล่นบอลของสโมสรในอังกฤษเวลานั้นจะเน้นการเล่นแบบสกรัมเหมือนการเล่นรักบี้ ใช้ผู้เล่นรูปร่างสูงใหญ่ เผ่านารวมกลุ่มป้องกันลูกบอลแล้วบุกไปข้างหน้า แต่ซูเทอร์ซึ่งเป็นผู้เล่นที่รูปร่างเล็ก ได้เสนอให้ใช้วิธี “ส่งบอลไปมา หาที่ว่าง” เผ่านาใช้ในเกมบอลในสมัยนั้น รวมทั้งเริ่มปรับ Formation จากที่แต่เดิมมักเน้นอัดกองหน้าเข้าไปมากกว่า 6-7 คน ซูเทอร์เสนอให้ปรับมาใช้การจ่ายบอลขึ้นมาจากแดนหลังและแดนกลาง เพิ่มตำแหน่งผู้เล่นกลางสนามมากขึ้น ซึ่งก็เปลี่ยนเป็นการพลิกแนวคิดบอลไปตลอดกาล แล้วทำให้วิธีเล่นแบบของ Eton สูญสลายไปด้วย

ตามประวัติจริง ซูเทอร์ เป็นนักเตะที่มีทักษะรอบด้าน เขามีรูปร่างเล็ก แต่ก็ทดแทนด้วยการเล่นบอลที่น่าตื่นตาตื่นใจในยุคสมัยที่การเล่นบอลจะเน้นพละกำลังเป็นหลัก เขารับค่าจ้างให้มาเล่นในทีม Darwen แล้วต่อมาก็รับค่าจ้างเล่นให้ทีม Balckburn ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะคนแรกที่สามารถพาทีมสโมสรที่เป็นชนชั้นแรงงานเอาชนะคว้าถ้วยแชมป์ FA Cup มาครองได้สำเร็จ แล้วยังได้ถ้วยมาครองถึงสามครั้ง หลังจากเลิกเล่น เขาก็ได้ทำธุรกิจโรงแรม Millstone ที่ Darwen กระทั่งเสียชีวิตที่ Blackpool ในปี 1916

รีวิว The English Game ซีรีส์ สร้างจากเรื่องจริงของบอลอังกฤษ ชัยชนะของทีมชนชั้นแรงงาน 3อาคุณร์ คินแนด
อาคุณร์ คินแนด บุตรชายของลอร์ดคินแนดซึ่งเป็นนายทุนเจ้าของธนาคารใหญ่และเจ้าที่ดิน แต่ตัวอาคุณร์มีความหลงใหลในเกมบอลมากกว่าบริหารงานธุรกิจ เขายังเป็นนักเตะที่มีความถนัดโดดเด่น เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งทีมสโมสรวิทยาลัย Eton และทำให้เกมบอลโด่งดัง ซึ่งต่อมาก็ได้แพร่หลายแล้วนิยมเล่นกันจนกระทั่งวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มสร้างสโมสรบอลขึ้นมาร่วมการแข่งขันกัน

คินแนด ได้เผชิญหน้าในเกม FA Cup กับซูเทอร์เป็นนัดแรก ซึ่งก็ได้ก่อให้เกิดการแข่งขันและมิตรภาพระหว่างลูกผู้ชายระหว่างคนทั้งสอง คินแนดพยายามที่จะเข้าใจความลำบากของชนชั้นแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ จนไม่มีเวลาพักหรือซ้อมก่อนที่จะแข่งบอล เขายังช่วยผลักดันในคณะผู้ตัดสินแข่งขันเพื่อให้ให้ทีมชนชั้นแรงงานสามารถได้รับสิทธิในการแข่งขันอย่าง Fairplay กับทีมของชนชั้นสูงด้วย

ตามประวัติจริง คินแนด ได้รับการยอมรับจากคนในแวดวงว่าเป็นคนที่มีน้ำใจนักกีฬามาก มีความถนัดในการเล่นกีฬารอบด้านในระดับสูง ได้แชมป์ในการแข่งเทนนิสถึงสองสมัย เขาเป็นหนึ่งในคนริเริ่มแนวการเล่นบอลสไตล์อีตัน แม้ว่ารูปอย่างนี้จะสลายไปแล้วในปัจจุบันก็ตาม

คินแนดได้เข้าเป็นหนึ่งในผู้ตัดสินบริหารของ FA ยุคแรกเมื่ออายุแค่ 21 ปี เขาได้ดำรงตำแหน่งเหรัญญิกของสมาคมและต่อมาแปลงเป็นประธานสมาคม FA กระทั่งเสียชีวิตก่อนที่สนามเวมบลีย์จะเปิดตัวเพียงแค่เดือนเดียวในปี ค.ศ. 1923

มีบันทึกเกี่ยวกับคินแนดว่า เขาเตรียมใจที่จะถูกอัดหรือล้มลงไปนอนกองในการแข่งขันเสมอ และพร้อมจะลุกขึ้นมาสู้กลับ เและเขายังมีความอึดของร่างกายที่สามารถลงแข่งในเกมบอลได้ 4-5 วันติดต่อกันด้วย

รีวิว The English Game ซีรีส์ สร้างจากเรื่องจริงของบอลอังกฤษ ชัยชนะของทีมชนชั้นแรงงาน 4The English Game รีวิว
ที่ผ่านมา มีการสร้างภาพยนตร์และซีรีส์ที่เกี่ยวกับแวดวงบอลไม่มากนัก ซึ่งเท่าที่สร้างกันมาหลายเรื่อง ก็มีแค่ไม่กี่เรื่องที่ทำได้สนุก แต่สำหรับ ดิอิงลิชเกม ถ้าจะบอกว่านี่คือซีรีส์ที่เกี่ยวกับบอลที่ดีที่สุด ก็ไม่ได้เกินเลยไป งานนี้ต้องถือว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมชนิดเกินคาดของ Netflix ซึ่งคุณภาพของงานโปรดักชั่นอยู่ในระดับงานซีรีส์สไตล์ BBC เลยทีเดียว

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการนำเสนอเหตุการณ์ในช่วงปีสำคัญของแวดวงบอลเมื่อปลายศตวรรษ 1800s ซึ่งเป็นตอนก่อนหน้าที่จะเกิดบอลอาชีพแบบในปัจจุบัน ซีรีส์จะโฟกัสไปที่เรื่องราวของสองตัวเอกสำคัญคือ เฟอร์กัส ซูเทอร์ ซึ่งเป็นนักเตะคนแรกที่ได้รับการจ่ายค่าจ้างให้มาเล่นโดยเฉพาะ (ร่วมกับจิมมี่เลิฟ) แล้วยังเป็นตัวแทนของนักเตะในชนชั้นแรงงานด้วย ขณะที่อีกมุมหนึ่ง เรื่องก็จะโฟกัสไปที่ตัวเอกอีกคนคือ อาคุณร์ คินแนด ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นนำในสมัยนั้น ซึ่งเคยเป็นกลุ่มที่ผูกขาดบอลอยู่ในพวกตัวเองมาก่อน

รีวิว The English Game ซีรีส์ สร้างจากเรื่องจริงของบอลอังกฤษ ชัยชนะของทีมชนชั้นแรงงาน 5ในซีรีส์จะแสดงให้เห็นภาพความขัดแย้งที่คอนทราสกันระหว่างสองชันชั้นตลอดเรื่อง ทั้งยังแนวคิดเรื่องการจ่ายค่าจ้างให้นักเตะมาเล่นถูกมองในสมัยนั้นว่าเป็นทั้งเรื่องที่ไม่เหมาะสมและผิดกฏ แต่ในเรื่องก็มีการเอ่ยถึงเรื่องการควบคุมกฏเกณฑ์ต่างๆว่า มันเอื้อให้กับคนเพียงไม่กี่กลุ่มเพียงแค่นั้นในขณะที่ชนชั้นแรงงานต้องการรายได้เพื่อให้ที่จะทำให้ชีวิตของตนเองอยู่รอด การขายฝีเท้าในการเล่นบอลก็เป็นอีกโอกาสสำคัญที่ตัวเอกคือซูเทอร์จำต้องเลือกเดิน แม้ว่าเขาจะถูกหลายท่านโจมตี อิจฉา หรือเปล่าเข้าใจก็ตาม

ซึ่งเรื่องการเล่นบอลเพื่อให้แลกเงินโดยพร้อมจะย้ายทีมไปเล่นให้ข้างที่จ่ายค่าจ้างมากกว่านี้เอง เปลี่ยนเป็นปมหลักในเรื่องที่ถูกใช้ไปจนถึงเนื้อหาในช่วงตอนจบ อย่างไรก็ตาม บทสรุปเพื่อให้คลี่คลายหัวข้อนี้กลับทำได้ดีมากผ่านปากของสองตัวเอกว่าเพราะอะไรนับแต่นี้ไปการจ่ายค่าจ้างเพื่อให้ให้คนเตะบอลจึงมีความจำเป็นโดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน ที่ไม่มีต้นทุนชีวิตดีเหมือนชนชั้นสูง

รีวิว The English Game ซีรีส์ สร้างจากเรื่องจริงของบอลอังกฤษ ชัยชนะของทีมชนชั้นแรงงาน 6นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความพยายามของคินแนดที่จะอธิบายให้คนในชนชั้นสูงของเขาเองเข้าใจว่า ต่อไปนี้บอลจะไม่ใช่เรื่องของอีตันหรือสโมสรวิทยาลัยอีกแล้ว แต่มันจะแพร่หลายไปทั่วโลก แปลงเป็นของทุกคน ถึงเวลานั้นบอลจะไม่ใช่ของชนชั้นนำอีก แต่บอลจะแปลงเป็นของทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้

แต่ข้อด้อยของซีรีส์ก็มี นั่นคือ ตัวเรื่องอุตส่าห์ปูเรื่องการเปลี่ยนวิธีการเล่นบอลและแท็คติคสมัยนั้นเอาไว้ได้น่าสนใจ แต่กลับแตะเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งที่นี่เป็นเรื่องสำคัญ แถมในส่วนของแอร์ไทม์ ไปให้เวลากับเรื่องดราม่าต่างๆรายรอบของสองตัวเอกมากไปนิด ซึ่งบางเรื่องแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักเลย แต่ก็ถือว่าเป็นการเสริมให้เราเห็นภาพถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและปัญหาสตรีในสมัยนั้นได้ดีขึ้น

สำหรับเรื่องจริงกับเหตุการณ์ในซีรีส์ มีความแตกต่างด้านรายละเอียดกันอยู่พอสมควร ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะซีรีส์ต้องการเล่าเรื่องให้กระชับภายในจำนวนตอนที่จำกัด ซึ่งในซีรีส์จะทำเหมือนกับว่าซูเทอร์ย้ายมาเล่นให้ทีมดาร์เวนไม่นานก็ย้ายไปต่อไปแบล็กเบิร์นเลย แต่ในเรื่องจริงซูเทอร์เล่นให้กับดาร์เวนสองฤดูก่อนจะย้ายไปแบล็กเบิร์น แล้วหลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาหนึ่งปีถึงคว้าแชมป์ FA Cup มาครองสองสมัยติดต่อกัน

ทั้งยังมีข้อมูลว่า ที่จริงแล้วซูเทอร์เป็นคนที่ทำเรื่องขอย้ายสโมสรจากทีมแพทริคในสกอตแลนด์มาเล่นให้ดาร์เวนด้วยตนเอง ซึ่งเวลานั้นที่ดาร์เวนกำลังมีจิมมี่เลิฟมาเล่นให้แล้ว ดังนั้นรายละเอียดจึงมีความคลาดเคลื่อนจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์อยู่บ้างครับ

สำหรับในแวดวงบอลอาชีพปัจจุบัน ถือว่า เฟอร์กัส ซูเทอร์ และ จิมมี่ เลิฟ คือสองนักเตะอาชีพสองคนแรกของโลกที่ได้รับค่าจ้างเพื่อให้เล่นบอล ซึ่งนี่เป็นการเปลี่ยมโฉมหน้าของแวดวงไปตลอดกาล แล้วตัวของซูเทอร์ยังทำให้เกิดค่านิยมในการค้นหาเพชรเม็ดงามในแถบสกอตแลนด์ให้กับแวดวงบอลอังกฤษ เพราะหลังจากซูเทอร์เผ่านาสร้างชื่อในอังกฤษ สโมสรหลายแห่งก็เริ่มมีการส่งแมวมองไปค้นหานักเตะฝีเท้าดีที่สกอตแลนด์เพื่อให้ซื้อตัวมาเล่นให้กับสโมสรในอังกฤษตรงเวลานับศตวรรษหลังจากนั้นด้วย แม้แต่ทีมดังอย่าง Manchester United และ Liverpool ในช่วงที่ครองความสำเร็จและกวาดแชมป์ในเกาะอังกฤษ ก็อาศัยการค้นหานักเตะจากสกอตแลนด์ ไปจนถึงชาติในเครือสหราชอาณาจักร เช่น เวลส์ ไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ เป็นตัวหลักในยุคสมัยหนึ่ง

ซึ่งกล่าวได้ว่าจุดเริ่มนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการกรุยทางของซูเทอร์และเลิฟนั่นเอง

โดยสรุปแล้ว ในซีรีส์มีการดัดแปลงเรื่องราวจากในประวัติศาสตร์จริงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการนำเสนอในเชิงบวก รวมทั้งบทสรุปของเรื่องราวตามเหตุการณ์จริง ซึ่งถือว่าทำได้ดี เป็นซีรีส์ที่ไม่ใช่แค่บอกเล่าที่มาของแวดวงบอลสมัยใหม่ แต่ยังให้แรงบันดาลใจที่ดีเยี่ยมด้วย ถือว่าเป็นผลงานระดับดีเยี่ยมเกินคาดใน Netflix อีกเรื่องเลยครับ

เรื่องย่อ รัก 100 วันของฉันและองค์ชาย (100 Days My Prince) ตอนที่ 10

คุณหนูอีซอซึ่งปัจจุบันโตเป็นสาวและใช้ชีวิตในฐานะชนชั้นล่างของสังคมโดยเปลี่ยนชื่อเป็น "ยอน ฮงชิม" ขึ้นมาหาของป่าบนเขากับ "กึด-นยอ" แต่ก็พบเพียงพืชผัก เมื่อกึด-นยอเปรยว่าพวกตนคงไม่เหนื่อยยากหากได้แต่งงานและมีสามีคอยเลี้ยงดู ฮงชิมจึงแย้งว่ามีผู้ชายอย่างมากที่ไม่เอาไหนและหาเลี้ยงเมียไม่ได้ด้วยซ้ำ ครั้นเห็นสมุนไพรล้ำค่าหายาก "ซัมจีกูยอพโช" (หรือ "ซานจือจิ่วเย่เฉ่า" ในภาษาจีน บ้านเราเรียก "หญ้าแพะหงี่" ซึ่งมีสรรพคุณโดดเด่นเรื่องกระตุ้นความปรารถนาทางเพศ ทั้งยังช่วยให้ผ่อนคลาย) ฮงชิมก็รู้สึกดีใจเพราะสามารถนำไปตากแห้งและขายได้ราคาสูง แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีชายสองคน (นักล่าโสม) เผ่านาขวางและไล่ทั้งคู่ลงจากเขา ซ้ำยังห้ามไม่ให้ขึ้นมาอีก โดยโทษว่าที่พวกตนหาโสมป่าไม่ได้เป็นเพราะวอน-นยอ (ผู้หญิงที่เลยวัยแล้วแต่ยังไม่แต่งงาน) อย่างพวกคุณนำพลังแห่งความโชคร้ายขึ้นมาบนภูเขา ครั้นโดนรังแกและข่มขู่ ฮงชิมก็ลุกขึ้นสู้โดยนำความเชื่อเรื่องพลังแห่งความคับอกคับใจ (ของหญิงที่ไม่ได้แต่งงาน) มาขู่และแช่งกลับ โดยบอกว่าหากรังแกหรือทำให้วอน-นยออย่างพวกคุณโกรธแค้น พวกเขาจะประสบเคราะห์กรรมและมีอันเป็นไป

หลังถูกไล่ลงจากเขา กึด-นยอบ่นด้วยความน้อยใจที่โดนคนเหยียดหยามเพราะได้ชื่อว่าเป็นวอน-นยอ ทั้งที่คุณเองก็ไม่อยากครองตัวเป็นไม่มีแฟนเลยสักนิด ผิดกับฮงชิมที่เต็มใจเป็นวอน-นยอเพราะไม่อยากแต่งงาน ทันใดนั้น "ปาร์ค บกอึน" (หรือ "เจ้าหน้าที่ปาร์ค") ก็วิ่งหน้าตาตื่นเผ่านาหาทั้งคู่และบอกให้รีบตามตนไป ปรากฏว่าเหล่าชายหญิงที่เลยวัยแล้วแต่ยังไม่แต่งงานรวม 7 คนถูกเรียกมารวมตัวกัน ณ ที่ทำการหมู่บ้าน ครั้นรู้ว่าฮงชิมอายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่ปาร์คก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี  (คุณเป็นคนไม่มีคู่ครองที่อายุมากสุดในหมู่บ้านซงจู) เขาไม่อยากเชื่อว่าคุณจะล่วงเลยวัยแต่งงานมานานขนาดนี้ เพราะโดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านจะแต่งงานขณะอายุราว 16 ปี ฮงชิมแย้งว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาห่วงเรื่องแต่งงาน เพราะมีเรื่องอื่นที่สำคัญและเร่งด่วนกว่า เช่น เรื่องที่พวกตนกำลังจะอดตาย กับเรื่องการซ่อมแซมบ้านหลังเกิดแผ่นดินไหวก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ปาร์คเลยตัดบทด้วยการบอกให้ทุกคนที่อยู่ตรงหน้าจับคู่แต่งงานกัน

ฮงชิมโวยลั่นเมื่อรู้ว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลสั่งให้วอน-นยอกับควางบูทั้งหมดในโชซอนแต่งงานกันโดยขีดเส้นตายไว้ที่ปลายเดือนหน้า และกล่าวว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลถ้าไม่ป่วยก็เพี้ยน เมื่อ "ปาร์ค ซอนโด" (ท่อน้ำเลี้ยง (คอยจัดหางบลับ) และลิ่วล้อของเสนาซ้าย) ซึ่งกำลังนั่งคุยกับ "โช พูยอง" (ตำแหน่ง "ฮยอนกัม") ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงเปิดหน้าต่างออกมาดู พูยองเห็นแล้วยิ่งหงุดหงิดจึงกล่าวอย่างหัวเสียว่าตนพึ่งรับมือความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวมาหมาดๆ ยังต้องมาปวดหัวกับการจับคนพวกนั้นแต่งงานอีก ซอนโดกล่าวว่าคำสั่งนี้จะยิ่งทำให้ความเคียดแค้นที่ผู้คนมีต่อองค์ชายรัชผู้สืบสกุลเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะแบบงี้ 'คนพวกนั้น' ถึงบังคับใช้คำสั่งดังที่กล่าวถึงมาแล้วอย่างเข้มงวดและเอาผิดคนฝ่าฝืนสถานหนัก ขืนพูยองจับ 7 คนนี้แต่งงานไม่ได้ทั้งหมดมีหวังเดือดร้อนแน่ พูยองได้ยินแล้วกลุ้มหนักเพราะหมู่บ้านตนมีวอน-นยอมากกว่าควางบูหนึ่งคน หลังจับคู่แต่งงานแล้วหมู่บ้านเขาก็จะเหลือหญิงไร้คู่หนึ่งคนอยู่ดี

ดูดวงเดือนมิถุนายน 2563 เปิดคำทำนายดวงชะตาคนเกิด 12 นักษัตรแม่น ๆ ภาคต่อ5

          การงาน : ควรให้ความสำคัญกับงานที่รับผิดชอบให้มากขึ้น มีเรื่องที่ต้องบริหารจัดการให้พอดี ควรใจเย็นและใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ดีจะได้ไม่เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะคนใกล้ตัวที่ต้องดูแลดี ๆ

 

          การเงิน : รายได้จากงานประจำยังคงสร้างความมั่นคงในชีวิตได้ แต่อาจจะหมดไปกับเรื่องใช้จ่ายภายในครอบครัวที่มีเพิ่มมากขึ้น ควรใช้จ่ายตามความจำเป็นแค่นั้นเน้นการเก็บออมให้มาก

 

          ความรัก : ชอบเป็นการให้ความใส่ใจแก่คนรักอยู่เพียงข้างเดียว อาจจะมีอารมณ์น้อยใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีความรักความห่วงใยกันดี ก็แค่ตอนนี้ไม่ค่อยหวานชื่นมากนัก

 

          สุขภาพ : สภาพร่างกายภายนอกยังดูแข็งแรง แต่สภาวะทางอารมณ์อาจจะมีอาการคิดมาก เครียดน้อย ควรปล่อยวางให้ใจสบาย ควรนอนหลับพักให้เพียงพอ

 

          แก้เคล็ด : เสริมดวงชะตาคนปีมะเมียในเดือนนี้ ทำบุญเสริมดวงด้านการเงินและสุขภาพให้ดีขึ้น ด้วยการทำบุญตักบาตรด้วยนมสด น้ำหวาน น้ำสมุนไพร

 

ดูดวงเดือนมิถุนายน

 

ปีมะแม

 

          ภาพรวม : ในเดือนนี้ คนปีมะแมจะมีเรื่องให้คิดอย่างมากทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ไม่ควรไปมีเรื่องขัดแย้งกับใครโดยไม่จำเป็น โดยรวมถือว่ายังสามารถจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้พอดี ไม่ควรคิดมากในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

 

          การงาน : ควรเชื่อมั่นในทักษะของตนเองให้มากขึ้น แสดงความเป็นผู้นำให้ชัด อาจจะมีปัญหาวุ่นวายเรื่องลูกน้องบริวารได้ หลายสิ่งไม่พอดีง่าย ๆ แต่ก็ไม่ยากเกินที่ท่านจะจัดการได้

 

          การเงิน : ใช้จ่ายในสิ่งที่เกิดประโยชน์ที่มีความจำเป็นสำคัญแค่นั้นไม่ควรเสี่ยงลงทุนในสิ่งที่ท่านไม่มั่นใจ และควรคิดแผนการออมเผื่อเหตุฉุกเฉินในอนาคต

 

          ความรัก : ไม่ค่อยจะหวานชื่นมากนัก เพราะตัวท่านเองที่ชอบทำตัววุ่น ๆ ไปกับงาน ทำให้คนรักเกิดอาการน้อยใจได้บ่อยครั้ง ควรหาเวลาว่างไปพักท่องเที่ยวด้วยกัน

          สุขภาพ : ยังแข็งแรงไม่น่าเป็นห่วง อาจมีอาการปวดไหล่ หลัง และแขน ขา ได้ในบางเวลา หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นโยคะยืดคลายเส้นกล้ามเนื้อบ้าง

 

เรื่อง องค์บาก

ในประวัติศาสตร์หมู่บ้านหนองประดู่ ที่ยาวนานตั้งแต่ครั้นสมัยสงครามไทยกับพม่า ตำนานของครูดำ ผู้แกร่งกล้าด้วยศิลปะการต่อสู้ คือชายไทยผู้กล้าที่เคยแหวกฝ่าทัพพม่า ไปแย่งชิงเอาองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกทหารพม่าบุกมาปล้นสดมภ์ และแย่งชิงไปจากหมู่บ้าน เมื่อคราครั้งกระโน้นได้เป็นผลสำเร็จ จนเกิดปาฏิหาริย์แห่งรอยบาก อยู่บนพระพักตร์ขององค์พระ ว่ากันว่าร่องรอยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น คือบาดแผลจากการต่อสู้ ที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ขององค์พระศักดิ์สิทธิ์ ที่รับแทนคมหอกคมดาบ ที่ทหารพม่าถาโถมฟาดฟัน เข้าใส่ร่างของครูดำนั่นเอง

ว่ากันว่าความเชื่อดังที่กล่าวถึงมาแล้วที่เกิดขึ้นกับครูดำ และผู้คนในหมู่บ้านได้ถูกเล่าขาน ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่แล้วองค์บากกลับถูก ดอน (วรรณกิตย์ ศิริพุฒ) อดีตลูกหลานบ้านหนองประดู่ ที่ปัจจุบันหันหน้าไปสู่โลกแห่งความชั่วช้าอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเรื่องของยาเสพติด การพนัน และที่ร้ายแรงที่สุด คือการแอบตัดเศียรองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ไปให้กับนักสะสมวัตถุโบราณ ที่มีจิตใจชั่วช้าในกรุงเทพ ในคืนก่อนงานเฉลิมฉลองงานบุญ ที่ชาวหนองประดู่จัดขึ้น เพื่อให้เฉลิมฉลองศรัทธาต่อองค์บาก ที่ได้หมุนเวียนมาครบ 24 ปี ส่งผลให้เหตุการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น สร้างความสะเทือนใจ ต่อทุกชีวิตในบ้านหนองประดู่ โดยเฉพาะบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ ที่รอวันนี้มาค่อนชีวิต

เหมือนกับว่านี่คือกงล้อแห่งศรัทธา ที่หมุนเวียนบรรจบมา เพื่อให้ทดสอบในศรัทธาแห่งความความผูกพัน และพลังแห่งคุณงามความดีงาม ของผู้คนในบ้านหนองประดู่อีกทีหนึ่ง โดยเฉพาะกับคนที่ได้รับการสืบทอดชะตากรรม จากองค์บากโดยตรงอย่าง ทิ้ง (จา พนม ยีรัมย์) เด็กชายหนุ่มลูกกำพร้า ที่ได้รับการชุบเลี้ยงเติบโต จนมีสายเลือดของบ้านหนองประดู่อย่างข้นคลั่ก รวมทั้งเคล็ดวิชานวอาวุธ (อาวุธที่ก่อเกิดจากอวัยวะสำคัญ ในร่างกายของมนุษย์ทั้ง 9 อันประกอบไปด้วย 1 ศรีษะ 2 หมัดกร้าวแกร่ง 2 แรงกระทุ้งของศอก ตอกย้ำความหนักหน่วงของ 2 เข่า และความคล่องแคล้วว่องไวของ 2 เท้า) ผสมผสานกับศิลปะมวยไทยโบราณ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระครู หลวงพ่อผู้เป็นดั่งเสาหลัก ที่เคารพนับถือของผู้คนในหมู่บ้านหนองประดู่ ลูกศิษย์คนสำคัญของครูดำ ปูชนียบุคคลที่มีคุณอนันต์ของหมู่บ้าน

Wonder Woman – “วันเดอร์ วูแมน” (2017)

หลังปรากฏตัวนัดแรกใน Batman v Superman: Dawn of Justice (2016) ในจักรวาลหนัง DC Comics ยุคนี้ การมาของหนัง “Wonder Woman” คือการฉายเดี่ยวของซูเปอร์ฮีโร่หญิงรายนี้แบบเต็มๆตัว ผ่านผู้กำกับหญิง Patty Jenkins (คนที่เคยเกือบได้กำกับ ‘Thor: The Dark World’ ให้ Marvel แล้ว แต่ก็ต้องถอนตัวออกไป เพราะความเห็นไม่ลงรอยกัน) ซึ่งนี่ถือเป็นผลงานที่เป็นสัญญาณดีมากๆและเป็นดั่งแสงสว่างที่ทำให้คนที่เคยหมดศรัทธาในหนังจาก DC Comics ต้องกลับมามีความหวังอีกรอบโดยตัวหนังนำเสนอซูเปอร์ฮีโร่หญิง ผ่านมุมมองผู้กำกับหญิง ทั้งในแง่ที่เปราะบาง อ่อนไหว มุ่งมั่น เปี่ยมด้วยคุณธรรมและแกร่งจนต้องตะลึงได้อย่างน่าประทับใจ มันครบทุกองค์ประกอบที่หนังซูเปอร์ฮีโร่สักเรื่องพึงมี แม้เนื้อหาจะสูตรสำเร็จ แต่ก็ตรึงเราได้อยู่มือ

หนังเล่าเรื่องราวของ Diana เจ้าหญิงแห่งเทอมิสกีร่า ที่ได้รับการฝึกฝนให้เป็นนักรบยอดความสามารถ คุณเติบโตที่เกาะอันงดงามที่ถูกซ่อนเอาไว้จากโลกภายนอก กระทั่งวันหนึ่ง เมื่อนักบินชาวอเมริกัน Steve Trevor ได้พุ่งชนชายฝั่งของเกาะแห่งนี้ และบอกเล่าถึงการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่ร้ายแรงนอกโลก

Diana ต้องทิ้งบ้านเกิดของคุณ โดยถูกโน้มน้าวว่าคุณสามารถหยุดยั้งภัยร้ายได้ในการต่อสู้ไปพร้อมกับเหล่าพวกผู้ชายในสงครามเพื่อให้ยุติทุกการศึก ซึ่งนำพาคุณไปสู่การเปิดมุมมองใหม่ต่อโลกใบนี้และสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’ รวมทั้งเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายที่ถูกเล่าขานมานานนามว่าเทพแห่งสงคราม

สิ่งที่ชอบคือการนำเสนอตัวละคร Diana ถึงการเชื่อมั่นในการช่วยเหลือมนุษย์ด้วยการยุติสงคราม การเชื่อว่ามนุษย์ยังมีความดีงามในตัว ควรค่าแก่การช่วยเหลือ เราจะสัมผัสได้ถึงความไร้เดียงสาของคุณต่อโลกใบนี้ในช่วงต้น ก่อนที่คุณจะได้เรียนรู้และรับบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ว่า มนุษย์อาจไม่ได้เกิดมาดีพร้อมบริบูรณ์ หนังมีมุกน่ารักๆในช่วงที่ Diana มาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆในสังคมมนุษย์ที่ใส่มาได้ไม่ล้นไม่เกิน ทั้งยังดูใส่ใจในรายละเอียดต่างๆดี ก่อนที่ครั้งหลังจะเราจะได้เห็น Diana ในบุคลิกที่เข้มแข็งขึ้น ดุดันขึ้นและเป็นมนุษย์มากขึ้น

ซีนเหตุการณ์ฝ่าสมรภูมิเป็นซีนแอคชั่นเปิดตัวที่ดีที่สุดฉากหนึ่งของหนังซูเปอร์ฮีโร่ เมื่อกล้องจับภาพ Wonder Woman เต็มตัวยืนกลางสมรภูมิ มันคือซีนที่ทรงพลังมากๆ ยิ่งพอดนตรีขึ้นนี่ขนลุกเลย สง่างามเกินบรรยาย โดยฉากแอคชั่นในเรื่องเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับสิ่งที่ Zack Snyder ทำไว้ใน ‘Man of Steel’ คือเท่และดุดัน ยิ่งการตัดสินใจใช้ภาพสโลว์โมชั่นก็ยิ่งทำให้ Wonder Woman ดูมีความสง่างามน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น

หนังมีช่วงแรกที่ให้อารมณ์เหมือน Thor (2011) กับการอ้างอิงตำนานเทพเจ้าผ่านตัวละครในกลุ่มชุดคอสตูมนักรบโบราณ ส่วนช่วงหลังเมื่อถึงฉากที่ Steve Trevor ขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าค่ายทหารก็ชวนให้นึกถึง Captain America: The First Avenger (2011) อยู่หน่อยๆ (หัวข้อเทพเจ้าและสงครามโลก)

ด้านดารา Gal Gadot เป็น Wonder Woman ที่ดูสวยและสง่างามมากกว่าที่เราพบคุณนัดแรกใน BvS ไม่ว่าจะมุมสวยมุมสวย มุมบู๊ดุดันประเภทยกรถถังกระเด็นไปโดนตึกถล่ม คุณดูเป็นฮีโร่ที่เราคิดว่า ‘นี่แหละฮีโร่ที่โลกเราต้องการ’ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะให้ผู้หญิงสักคนมาวิ่งบู๊ฝ่าแดนสงครามได้โคตรเท่และโคตรสง่าขนาดนี้ ส่วน Chris Pine เองก็เป็น Steve Trevor ที่ไม่ใช่ถูกใส่มาเป็นแค่ไม้ประดับ เพราะนอกจากความหล่อแล้ว พี่แกยังมีส่วนช่วยให้ซีนดราม่าดีๆมีพลังเพิ่มขึ้น เคมีคู่พระนางถือว่าพอดี ส่วนรายอื่นๆก็ทำหน้าที่ได้สมหน้าที่

โดยสรุป “Wonder Woman” เป็นหนังฮีโร่จาก DC Comics ที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยมในแง่ความหรรษาและไม่ใช่แค่จะขายแต่ฉากแอคชั่นเท่ๆ แต่ยังใส่ใจในรายละเอียดของตัวบทด้วย ซึ่งความสำเร็จของหนังเรื่องนี้อาจส่งผลให้อนาคตอันใกล้นี้มีหนังฮีโร่(ทั้งชายหรือหญิง)จากความสามารถผู้กำกับหญิงตามออกมาอีกหลายเรื่องก็เป็นได้

Dunkirk

นี่คือภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่ 10 ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้
นี่คือนัดแรกที่โนแลนใช้เหตุการณ์จริงมาทำหนัง
นี่คือหนังเรื่องที่ 3 ที่โนแลนเขียนบทเองคนเดียว (ก่อนนั้นคือ Following และ Inception ซึ่งเจ๋งมากทั้งสองเรื่อง)
นี่คือหนังที่โนแลนบอกว่า เป็นหนังลองมากที่สุดในชีวิตเขาแล้ว (ขนาด Memento กับ Inception ก็ล้ำเหลือแล้วนะ)
จำต้องเอาชื่อ คริสโตเฟอร์ โนแลน ขึ้นมาก่อนสิ่งอื่นใดครับ  เพราะเทียบหน้าหนังกันแล้วถ้าเอาเป็นหนังดราม่าสงครามที่มีฉากชายหาด เป็นโลเกชั่นยังไงก็ต้องให้ Saving Private Ryan (1998) ของสปีลเบิร์กมาเป็นชั้นหนึ่ง ถ้าจะเอาว่าดาราใหญ่มาเล่นดังสุดก็มีแค่ ทอม ฮาร์ดี้ และ เคนเน็ธ บรานาจ์ กับเจ้าของรางวัลออสการ์สมทบชายอย่าง มาร์ก ไรแลนส์ เท่านั้นเอง แถมที่เหลือซึ่งกุมที่ส่วนใหญ่ในหนังก็เป็นเพียงดาราวัยรุ่นคนใหม่เสียแทบทั้งนั้นด้วย อ่อ อาจขายได้ว่าเป็นการเล่นหนังใหญ่นัดแรกของนักร้องไอดอลระดับโลกจากวงวันไดเร็กชั่น อย่าง แฮร์รี่ สไตล์ส แต่เอาจริง ๆ ว่าคอหนังใครจะมาสนล่ะ? พูดกันตามตรงหนังเรื่องนี้ส่วนที่น่าสนใจมากที่สุดคือ เป็นหนังของโนแลน ผู้สร้างปรากฏการณ์ทางภาพยนตร์แบบสะเทือนไปทั้งโลกได้หลายต่อหลายครั้งนี่ล่ะครับ

และขอบอกตรงนี้เลยว่านี่คือหนังชั้นมาสเตอร์พีซของโนแลน และจะเปลี่ยนเป็นตำนานหนังสงครามที่เยี่ยมที่สุดชั้นต้น ๆ ของโลกไปอีกหลายสิบปีเลยด้วยครับ

หนังเรื่องนี้จับเหตุการณ์จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รอบๆเมืองดันเคิร์กชายฝั่งของฝรั่งเศส ทัพข้างสัมพันธมิตรในขณะนั้นเสียทีให้ข้างอักษะของนาซีจนล่าถอยมาติดค้างอยู่ที่เมืองนี้จำนวนมาก ในครั้งนั้นทัพอังกฤษของข้างสัมพันธมิตรจนปัญญาในการอพยพเหล่าทหารของตนที่เมืองนี้ร่วมหลายแสนชีวิตให้ออกจากสมรภูมินรก ทั้งยังการถูกปิดล้อมก็ทำให้เหล่าทหารเปลี่ยนเป็นเป้านิ่งให้เรือบินศัตรูยิงทิ้งเล่น เรียกว่ารอวันที่ข้างอักษะไล่บี้มาถึงเพื่อให้ฆ่าทิ้งไม่เร็วก็ช้าเท่านั้นเอง และหากเป็นเช่นนั้นข้างสัมพันธมิตรก็จะสูญเสียกำลังพลครั้งใหญ่ ยังส่งผลให้ข้างอักษะได้รุกคืบสู่เกาะอังกฤษซึ่งเป็นจุดยุทธการสำคัญในสงครามคราวนี้ของข้างสัมพันธมิตรด้วย เพราะหากเสียอังกฤษเป้าหมายต่อไปย่อมต้องเป็นอเมริกาและแน่ๆหน้าประวัติศาสตร์โลกคงไม่เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี้แน่ ๆ

ในตอนนั้นประชาชนและชาวประมงจากอังกฤษต่างถูกเกณฑ์ให้นำเรือบ้าน ๆ ของตน ที่ไม่ได้รับการติดอาวุธใด ๆ ออกสู่สมุทร ไปสู่สมรภูมิเลือดที่ดุเดือดถึงขีดสุดทั้งบนฟ้าและผืนน้ำ เพื่อให้นำชีวิตของกำลังพลที่ดันเคิร์กกลับสู่บ้าน ซึ่งตรงนี้เปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งในจุดเปลี่ยนของสงครามที่เกิดขึ้นด้วยพลังของประชาชนธรรมดา ๆ ล้วน ๆ เลยครับ

วีรกรรมของราษฎรตาดำ ๆ นี้ก็คงโดนใจโนแลนผู้กำกับที่เติบโตมาบนเกาะอังกฤษอย่างจัง เปรียบไปก็คงไม่ต่างจากคนไทยที่ภูมิใจในราษฎรบางระจันนั่นล่ะครับ แต่นี่คงแบบยิ่งใหญ่กว่าเยอะ เพราะเป็นสงครามระดับตัดสินหน้าตาของโลกได้เลย

หนังใช้วิธีเล่า 3 ส่วนไปพร้อมกันโดยการดีไซน์ที่ฉลาดมาก ๆ ตั้งแต่ชื่อหนัง ที่มีการใช้ 3 เฉดสีแทนท้องฟ้า ผืนน้ำ และแผ่นดิน ซึ่งแทนถึงสมรภูมิห้ำหั่นของสงครามโลกที่มีทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก นอกจากนี้หนังยังใช้การเล่าไม่ลำดับเหตุการณ์ที่ทำให้เราคาดเดาและลุ้นไปกับทุกวินาทีของหนังอย่างชาญฉลาดมากจนบางคนน่าจะเอาไปเทียบกับงานเก่าอย่าง Memento และ Inception แต่ขอบอกเลยว่าเข้าใจง่ายกว่าและยังใช้ประโยชน์ของการเหลื่อมเวลาได้อย่างระทึกใจกกล่าวถึง

โดยได้แบ่งการเล่าเรื่องเป็นสภาวะ 3 ช่วงต่างสถานที่คือ ช่วง 1 สัปดาห์บนรอบๆชายหาดดันเคิร์กที่ ทอมมี่ ทหารเด็กชายหนุ่มชาวอังกฤษ (ฟิออนน์ ไวท์เฮด) กำลังหาหนทางหลบหนีขึ้นเรือขนผู้บาดเจ็บเพื่อให้กลับบ้าน ทำให้ระหว่างทางเขาได้พบเพื่อให้นร่วมหนีทหารอย่าง กิ๊บสัน ผู้เงียบงัน (แอนไนริน บาร์นาร์ด) และทหารไฮแลนด์นาม อเล็กซ์ (แฮร์รี่ สไตล์ส) เหตุการณ์ต่อมาคือช่วง 1 วันของ ดอว์สัน และปีเตอร์ลูกชาย (มาร์ก ไรแลนส์ และ ทอม กลินน์-คาร์นี่ย์) กับเพื่อให้นของปีเตอร์นาม จอร์จ (แบร์รี่  คีโอกาน) ที่กำลังเอาเรือมูนสโตนออกไปช่วยเหล่าทหารกลับมาอังกฤษ และเหตุการณ์สุดท้ายคือช่วงเวลา 1 ชั่วโมงของทหารเรือบินเฉดหัวไล่นาม ฟาร์ริเออร์ (ทอม ฮาร์ดี้) กับเพื่อให้นคือ คอลลินส์ (แจ็ก โลว์เดน) ออกดำเนินการปราบเรือบินไล่ส่งและเรือบินทิ้งระเบิดที่ทำลายเรือขนส่งทหารตลอดจนฆ่าทหารที่อยู่บนชายฝั่ง

เห็นแบบงี้นึกว่าจะไม่มีอะไร ขอบอกว่าโนแลนใส่สภาพการณ์ชวนให้ต้องลุ้นตลอดเวลาได้ แบบเราต้องทึ่งครับ

และหนังฉลาดดีมากครับที่เลือกดาราคนใหม่ และเด็กชายหนุ่มมาสะท้อนภาพสงคราม เพราะเราได้เห็นความไม่เจนโลก ความหวาดกลัวต่อสงคราม บาดแผลในจิตใจ ตลอดจนการเติบโตเชิงปรัชญาของเด็กชายหนุ่มผู้ผ่านช่วงเวลาเป็นตายทั้งต่อชีวิตของเขาและต่อศีลธรรมในใจ ฉากที่น่าจะได้รับการกล่าวถึงมากฉากหนึ่งคือ ฉากที่เหล่าเด็กชายหนุ่มต้องเลือกผู้เสียสละที่ชวนให้นึกถึงฉากโจ๊กเกอร์วางระเบิดเรือใน The Dark Knight เลยทีเดียว กับอีกฉากก็คือช่วงที่ปีเตอร์เลือกจะตอบคำถามของนายทหารหนีทัพ (ซิลเลี่ยน เมอร์ฟี่) ที่แสดงนัยเชิงปรัชญาได้อย่างเรียบง่ายแต่สะเทือนใจมาก ๆ ครับ

มันยากที่จะเรียกว่าหนังสงครามแบบที่เราคุ้นเคยครับ เพราะตัวละครส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งหมายห้ำหั่นศัตรูแบบตายเป็นตาย หากแต่แสดงภาวะของการดิ้นรนมีชีวิตอยู่ เหมาะกับคำโปรยของหนังที่ว่า “การรอดชีวิตกลับไปได้ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่”

การเขียนบทของโนแลนนี่มันอัจฉริยะจริง ๆ ล่ะครับ ไอ้ที่เรามองว่าเหตุการณ์นี้มันคลี่คลายไปแล้ว การนำมาฉายซ้ำเปลี่ยนมุมมองดันทำให้เราไม่ได้สบายใจขึ้นเลย กลับต้องลุ้นเข้าไปทั้งยัง ๆ ที่เห็นการคลี่คลายของมันในอีกมุมมองหนึ่งไปแล้ว นั่นทำให้ระหว่างที่เราดูมันเต็มไปด้วยการขบคิดคาดเดา แต่ก็คาดอะไรไม่ได้จริง ๆ ครับ ทุกชีวิตพร้อมตายได้ทุกเมื่อ อีกอย่างที่ต้องกราบเลยคือหนังสงครามถูกสร้างมาไม่หวาดไม่ไหวจนเราก็คิดว่ามันไม่เหลือมุมอะไรให้เล่นทำให้เรากลัวได้อีกแล้วล่ะ แต่โนแลนก็หามันพบครับ ดันเคิร์กทำให้เรากลัวเรือดำน้ำเยอรมันอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน เรากลัวมากเวลาเสียงเรือบินวิ่งผ่านหัว หรือแม้แต่เห็นบินจากระยะไกล เสียงปืนในเรื่องนี้ไม่ต้องกราดรัวใด ๆ แต่ใช้แต่ละนัดแบบเน้น ๆ ทำให้เราหวาดกลัวได้มากจนหายใจแทบไม่ออก ผมเชื่อว่าคอสงครามจะรักหนังเรื่องนี้มาก ๆ เลยล่ะครับ

อีกหนึ่งที่ต้องชมคือการที่ ฮานส์ ซิมเมอร์ ได้ประพันธ์ดนตรีประกอบหนังได้อย่างเด็ดดวง คลุมบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ ความหวาดผวาและความเป็นตาย โดยใช้นาฬิกาพกของโนแลนทำเสียงจังหวะขมวดเกร็งที่บีบคั้นเผ่านาเรื่อย ๆ  โดยแทบไม่ต้องพึ่งดนตรีอึกทึกครึกโครมใด ๆ กลับทรงพลังและกดดันผู้ชมกับตัวละครได้ระทึกขวัญยิ่งกว่าหนังผีหนังเครียด ๆ เสียอีกครับ ซึ่งความไร้ปราณีของซิมเมอร์นั้นก็ต้องเรียกว่าเลวเลยล่ะ เพราะแม้สภาพการณ์หลายอย่างจะคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ดนตรีพี่แกไม่หย่อนความกดดันลงให้เราได้พักเลย จนช่วง 10 นาทีสุดท้ายของหนังนู่นล่ะครับ เราถึงค่อยได้หายใจคล่องขึ้นหน่อย

I Am Samสุภาพบุรุษปัญญานิ่ม

I Am Sam (เก๋ฉันคือแซม) เป็นภาพยนตร์ดราม่าอเมริกันปี 2001 ที่เขียนบทและกำกับโดยเจสซีเนลสันและนำแสดงโดยฌอนเพนน์ในฐานะพ่อที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาดาโกต้าแฟนนิ่งเป็นบุตรสาวที่สดใสและอยากรู้อยากเห็นของเขาและมิเชลไฟเฟอร์เป็นทนายความของเขา Dianne Wiest, Loretta Devine, Richard Schiff และ Laura Dern ปรากฏตัวในหน้าที่เกื้อหนุน

เจสซีเนลสันและคริสตินจอห์นสันผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ได้ค้นคว้าปัญหาที่ผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเผชิญอยู่โดยไปที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร L.A. GOAL (โอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับการดำรงชีวิตขั้นสูง) ต่อมาพวกเขาคัดเลือกดาราที่มีความพิการสองคนคือแบรดซิลเวอร์แมนและโจโรเซนเบิร์กในหน้าที่สำคัญ [3] ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาจากการเปิดบรรทัด “ฉันแซม / แซมฉัน” ของหนังสือ Green Eggs and Ham ซึ่งอ่านในภาพยนตร์

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบจากนักวิจารณ์ [4] แต่ทำรายได้มากกว่า 97 ล้านดอลลาร์ในบ็อกซ์ออฟฟิศ [2] สำหรับหน้าที่ใหม่ของเขาในฐานะแซมเพนน์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 74 ในปี 2545 ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวอาชีพของดาราหนังเด็กดาโกต้าแฟนนิงซึ่งตอนนั้นอายุได้ 7 ขวบและได้แสดงเพียงสองหน้าที่เล็ก ๆ . คุณแปลงเป็นดาราหนังหญิงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award
Sam Dawson (Sean Penn) ชายที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวของ Lucy (Dakota Fanning) ภายหลังที่แม่ของคุณทอดทิ้งหญิงจรจัด แซมปรับตัวได้ดีและมีกลุ่มเพื่อให้นที่มีความพิการที่ให้การช่วยเหลือเช่นเดียวกับแอนนี่ (Dianne Wiest) เพื่อให้นบ้านที่ใจดีและใจดีซึ่งดูแลลูซี่เมื่อแซมไม่สามารถทำได้ แม้ว่าแซมจะมอบสถานที่แห่งความรักให้กับลูซี่ที่แก่แดด แต่ในไม่ช้าคุณก็มีความถนัดทางจิตเกิน

เด็กคนอื่นรังแกคุณเพราะมีพ่อที่พิการทางสติปัญญาและคุณรู้สึกอายเกินกว่าจะยอมรับว่าคุณก้าวหน้ากว่าเขา แซมได้รับคำแนะนำจากเพื่อให้น ๆ ของเขาและจ้างทนาย Rita Harrison (Michelle Pfeiffer) ซึ่งมีการดูดซึมในงานของคุณและการละเลยลูกชายของคุณเผยให้มองว่าอย่างน้อยคุณก็พิการเช่นเดียวกับ Sam แม้ว่าจะอยู่ในช่วง วิธีที่สังคมยอมรับได้ ในความพยายามที่จะพิสูจน์ว่าคุณไม่ได้เย็นชาริต้าตกลงที่จะรับคดีของแซมโดยโปรโบโน ในขณะที่พวกเขาทำงานเพื่อให้รักษาสิทธิ์ของแซมแซมช่วยให้ริต้าได้เห็นชีวิตของตนเองอีกที ซึ่งรวมทั้งการส่งเสริมให้คุณทิ้งสามีที่หลอกลวงและซ่อมแซมความเกี่ยวข้องที่แตกหักกับลูกชายของคุณ

ในการพิจารณาคดีแซมร้องไห้ หลังจากนั้นลูซี่อาศัยอยู่ในบ้านอุปถัมภ์กับแรนดีคาร์เพนเตอร์ (ลอร่าเดิร์น) แต่พยายามโน้มน้าวให้แซมช่วยคุณหนี คุณชอบหนีออกมากลางดึกเพื่อให้ไปที่อพาร์ตเมนต์ของเขาแม้ว่าเขาจะส่งคืนคุณทันที อย่างไรก็ตามพ่อแม่อุปถัมภ์ตัดสินใจที่จะไม่รับเลี้ยงคุณตามที่คิดแผนไว้และส่งคุณกลับไปหาแซม แรนดี้รับปากเขาว่าคุณจะบอกผู้พิพากษา (เคนเจนกินส์) แซมเป็นพ่อแม่ที่ดีมากกว่าสำหรับลูซี่ ในทางกลับกันแซมถามแรนดี้ว่าคุณจะช่วยเขาเลี้ยงลูซี่ไหมเพราะเขาความคิดว่ามีคุณต้องการรูปแม่

ฉากสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงเกมบอลซึ่งแซมผู้ตัดสินและลูซี่มีส่วนร่วมในฐานะผู้เล่น ในการร่วมคือครอบครัวอุปถัมภ์เดิมของลูซี่กลุ่มมิตรภาพของแซมและริต้าไม่มีคู่ใหม่กับลูกชายของคุณ