โดยัง เผ่านาที่เจจุงวอน ทักทายมียังและ นังนัง ด้านซ๊อกรัน ถามชักแท ว่าโรงพยาบาลอื่น ส่งหมอมาช่วยบ้างหรือเปล่า เขาบอกกับนางว่า มีโรงพยาบาลฮันซอง แต่ให้ไปดูเองว่าเป็นใคร

“ผมดอกเตอร์เอวิสัน ผอ.เจจุงวอนครับ” หมอเอวิสัน กล่าว

“แพทย์โรงพยาบาลฮันซอง เบ๊กโดยังครับ” โดยัง กล่าว

“ผมได้รู้จาก แพทย์ฮวางกับแพทย์ยูว่าแพทย์เบ๊กเป็นหมอที่มีทักษะมาก แพทย์เบ๊กเองก็เป็นชาวโชซอน แถมยังเคยอยู่ที่เจจุงวอน เคยเรียนที่นี่ คุณสนใจจะมาทำงานที่นี่มั้ย?”

“มาทำที่นี่เถอะ” ซ๊อกรัน กล่าวชวน

“การที่ท่านกลับมาในคราวนี้ก็เพื่อให้จะมาทำงานที่เจจุงวอนไม่ใช่เหรอครับ?” ฮวางจอง กล่าว

“คงจะมีปัญหานิดหน่อย เพราะข้าได้ไปเรียนทุนการศึกษาของญี่ปุ่น การที่เรียนจบแพทย์ได้ ก็ด้วยเงินทุนจากญี่ปุ่นก้อนนั้นน่ะ”

“แต่พวกญี่ปุ่น สร้างโรงพยาบาลเพื่อให้หาประโยชน์จากชาวโชซอน ทำไมท่านถึงยอมไปเรียนด้วยเงินของพวกนั้นล่ะ?” ซ๊อกรัน ถาม

“แพทย์เบ๊กเอง ก็คงจะรู้ถึงนิสัยของคนอย่างวาตานาเบ้ดีนี่” ฮวางจอง กล่าว

“วาตานาเบ้ เค้าก็เป็นแค่หัวหน้างานของผมเท่านั้นครับ ก็เหมือนที่หมอเฮรอนเคยบอกไว้ว่า หมอจำเป็นที่จะต้องไม่ไปยุ่งกับเรื่องการเมือง” โดยัง กล่าว

“แต่พระมเหสีถูกพวกญี่ปุ่นลอบฆ่า แล้วจะให้ไม่นึกถึงได้ยังไงกัน?” ฮวางจอง เสียงแข็ง

“ได้ยินว่าเป็นความสามารถของพวกอันธพาลนี่นา จะพูดเกินไปหน่อยรึเปล่า?” โดยัง กล่าว

“ตอนนั้นข้าอยู่ตรงนั้นด้วย ไม่ใช่ความสามารถของอันธพาลหรือโจรแน่” ซ๊อกรัน กล่าว

“กับเรื่องอย่างนี้ ท่านที่เคยเป็นลูกของเจ้ากรมราชทัณฑ์ จะพูดอย่างนี้ออกมาได้ยังไง เมื่อเกิดเป็นชาวโชซอน เราก็ควรจะร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกันไม่ใช่เหรอ?” ฮวางจอง กล่าว

“เจ้ายังเป็นเหมือนเดิม ทั้งบ้าบิ่น และไม่กลัวอะไร ข้าจะไม่ไปหวั่นไหวกับเรื่องที่ยังไม่ได้พิสูจน์ความจริงอย่างงี้ โรงพยาบาลฮันซองเป็นโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์การรักษาดีที่สุด ข้าจะอยู่ตรงนั้น เพื่อให้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รักษาชาวโชซอนที่เจ็บป่วย”

“ท่านผอ. ใต้เท้ายูเอายามาส่งให้แล้วครับ” ชักแท กล่าว

เมื่อกลับมาที่เจจุงวอนแล้วถูกตำหนิ โดยังก็ไม่พอใจ บ่นกับโอ

“กลับมาเยี่ยมแทนที่จะได้มิตรภาพแต่กลับถูกเข้าใจผิดแทน”

“เข้าใจผิดเหรอ โดยัง คงจะเป็นเพราะเจ้าไปอยู่ต่างประเทศมา จึงไม่รู้เรื่องอะไร แต่ก็นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเลือกไปทำงานกับศัตรูที่โรงพยาบาลฮันซองนั่น”

“ถ้าแม้ผู้จัดการโอเองก็ยังพูดจาอย่างนี้ มันทำให้ข้าแปลกใจมาก” โดยัง กล่าว

“คนที่น่าจะแปลกใจเป็นเรามากกว่า ยังพูดจาแบบงี้อีกเหรอ?”

“ข้าแค่อยากใช้วิทยาการที่ทันสมัยในการมารักษาผู้ป่วยก็เพียงแค่นั้นยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว” โดยัง กล่าว

“แต่พวกญี่ปุ่น เป็นประเทศต่ำช้าที่ส่งคนมาลอบปลงพระชนม์พระมเหสีของเรา แถมโรงพยาบาลฮันซองนั่น..” ใต้เท้ายู กล่าว

“โรงพยาบาลเป็นแค่ที่รักษาคน และไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่านั้น ดังนั้นอย่าได้พูดเรื่องนี้กันอีกเลยมันจะทำให้รู้สึกผิดใจกันเปล่า ๆ” โดยังกล่าว

“คุณชายครับ ทำไมคุณชายถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ อะไรที่มันทำให้คุณเปลี่ยนไป” ใต้เท้ายู ถาม

“ท่านว่าข้าเปลี่ยนไปเหรอ ข้าก็ยังเป็นข้า แต่ข้าคิดว่าคนที่เจจุงวอน..ต่างหากที่เปลี่ยนไปน่ะ”

“ท่าทางจะพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ตามผ่านานี่ เพราะมีคนอย่างเจ้านี่แหละที่ทำให้บ้านเมืองตกต่ำ”

“ใครกันแน่ที่ทำให้บ้านเมืองต้องตกต่ำอย่างนี้ มันเป็นเพราะเจ้าและพวกบัณฑิตอย่างพวกเจ้าต่างหาก คอยคัดค้านทุกๆ นโยบาย ลุ่มหลงเอาแต่เฝ้ากอดอดีตไว้ไม่ยอมปล่อย”

“หนอยไอ้เจ้านี่..”

“ทำอะไรหะ ฮึ่ย ปล่อยนะ ๆ โอย ๆ โดยัง โดยัง ฮะ ๆ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว ดีมาก ๆ ไหน ดูสิ กลับมาก็ดีแล้ว ดีมากเลย ๆ” คูฮอน กล่าว

คูฮอน พาโดยังออกมาพักพร้อมหาเครื่องดื่มให้บอกให้ทำใจให้สบาย

“คนที่ต้องทำใจคือคุณลุงมากกว่า” โดยัง กล่าว

“ฮะ ๆ ๆ นั่นสิ ๆ ดื่ม ๆ”

“เอ่อ คุณลุง ขอผมแก้วนึงสิ” เจอุ๊ก กล่าว

“รินเอาเองเถอะ โดยัง หลานใช้ชีวิตยังไงบ้าง รู้มั้ยว่าอาเป็นห่วงจนกินไม่ได้เลยนะ” คูฮอน กล่าว

“ทีเหล้าล่ะดื่มเอาดื่มเอา” เจอุ๊ก กล่าว

“ไอ้คนนี้นี่มันยังไงนะ” คูฮอน ถาม

“อาดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ วันนี้ผมคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนกับฮวางจองในอดีตกาล ที่ถูกทุกคนรังเกียจ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ยอมรับ” โดยัง กล่าว

“เค้าไม่ได้รังเกียจหลานซักหน่อย พวกนั้นก็แค่อิจฉากันมากกว่า แกไม่อยู่รู้มั้ยว่าอาอยู่ที่เจจุงวอนลำบากมากแค่ไหน” คูฮอน กล่าว

“ท่านอาเนี่ยนะ?” เจอุ๊ก กล่าว

“ใช่แล้ว ก็ได้อานี่แหละเป็นคนเดินเรื่องจนทำให้โรงพยาบาลฮันซองได้เช่าที่ของเจจุงวอน ดังนั้นกับเรื่องนี้ แกไม่ต้องคิดมากหรอก ตั้งมั่นทำให้ดีก็พอ เข้าใจมั้ย”

“อาไม่ต้องเป็นห่วงครับ เมื่อผมตัดสินใจเลือกแล้ว จะไม่เปลี่ยนใจแน่ๆ”

“ฮะ ๆ ดีมาก ๆ”

“นี่โดยัง นี่แกรู้จักแขกคนนั้นรึเปล่า เห็นเค้าแอบมองแกมาได้สักพักแล้วนะ” เจอุ๊ก กล่าว

ฮวางจอง เผ่านาหาซ๊อกรันชวนนางคุย

“ยุ่งรึเปล่าครับ คือเมื่อกี้ที่จริงผมรู้สึกดีใจมากเลยนะ ไม่ได้พบกันตั้งนานผมไม่ควรทำอย่างนั้นเลย”

“ที่จริงฉันรู้สึกแปลกใจมากกว่า แต่อาจเป็นเพราะเค้าไปอยู่ที่ญี่ปุ่นซะนานจึง ไม่ค่อยรู้เรื่องในบ้านเมืองของโชซอนซักเท่าไหร่” ซ๊อกรัน กล่าว

“ครับ แต่ถ้าให้ดี ก่อนที่สภาวะจะวุ่น วายกว่านี้ เราควรจะชวนแพทย์เบ๊กมาเจจุงวอนให้ได้”

“ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นแพทย์ยู ลองไปพบกับแพทย์เบ๊กดูดีมั้ยครับ?” ฮวางจอง กล่าว

“ฉันเหรอคะ?”

“คนที่เค้ายอมรับฟัง น่าจะมีแต่แพทย์ยูคนเดียว”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“งั้นรบกวนด้วยนะครับ”

ใต้เท้ายูเห็นฮวางจองไม่สบายใจก็สอบถาม

“เรื่องของแพทย์เบ๊ก คงจะทำให้เจ้าเป็นห่วงสินะ”

“คือข้า กำลังคิดว่าข้าเป็นคนทำให้เค้าต้อง..เลือกทางแบบงี้รึเปล่า”

“ทำไมเจ้าถึงได้พูดอย่างนั้นล่ะ หรือ ระหว่างเจ้าสองคน มีเรื่องอะไรกันอยู่เหรอ?”

“ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ท่าน มีเรื่องอะไรจะมาคุยกับข้าหรือครับ?”

“ที่จริง มีเรื่องนึงที่ต้องการจะขอให้แพทย์ฮวางช่วยเหลือสักหน่อยน่ะ” ใต้เท้ายู กล่าว “เรื่องอะไรหรือครับ?” ฮวางจองถาม

“เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่าบาทน่ะ”

ใต้เท้ายู พา ฮวางจอง มาพบขุนนาง

“เจ้าคงรู้จักคนในนี้แล้วสินะ ส่วนท่านนี้ ท่านอียงอิก เป็นเจ้ากรมการเมืองน่ะ”

“สวัสดีครับ หมอฮวางจองจากเจจุงวอนครับ”

“ใต้เท้ามินยอนอิกกับพระมเหสีเคยเอ่ยถึงเจ้าให้ข้าฟังมาก่อน เชิญนั่งสิ” อียงอิก กล่าว

“ขอบคุณครับ”

“ก่อนจะมาได้อธิบายรึยังล่ะ?” อียงอิก ถาม

“ครับ เรื่องนี้เขายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือเราครับ” ใต้เท้ายู กล่าว

“ขอโทษด้วยที่เรียกตัวมากะทันหัน แต่เป็นเพราะว่าทุกคนต่างก็เสนอชื่อเจ้ามา เราต้องการจะส่งเสด็จฝ่าบาทไป ซ่อนตัวที่สถานทูตรัสเซียน่ะ”

“ข้าจะพยายามอย่างเต็มกำลังครับ” ฮวางจอง รับปาก

หลังออกมาจากพบเหล่าขุนนาง ฮวางจอง ถามใต้เท้ายู ว่าใต้เท้าอียงอิก เป็นคนยังไง

“เคยทำการค้าน้ำอยู่ที่เมืองฮัม-คยอง และจากนั้นก็มีหน้าที่ในการดูแลคลังหลวง ใต้เท้าเป็นคนที่ถือว่ามีทักษะมากคนนึง”

“เคยทำการค้าน้ำเหรอครับ?”

“ใช่ อ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าเคยได้ยินมาบ้าง มั้ย? การจลาจลปีอีโม มีองค์ชายแทวู ที่ต้องการและพยายามจะฆ่าพระมเหสีให้ได้”

“ครับ”

“ตอนนั้น ว่ากันว่ามีคนผู้หนึ่งที่แบกพระมเหสี วิ่งหนีจากวังหลวงไปจนถึงยอจู ด้วยตัวเค้าเพียงลำพัง”

“ท่านจะบอกว่า เค้าก็คือคนที่มีวิชาวิ่งลมกรดจนได้รับฉายาว่า เป็นมนุษย์ฟ้าแลบคนนั้น”

“ใช่ ก็คือใต้เท้านี่แหละ ใต้เท้า ไม่ได้แค่ดูแลกรมการเมือง ยังควบตำแหน่งขุนนาง ที่ดูแลในด้านของการคลัง และในด้านการทหารโชซอนด้วย และท่านผลักดันการต่อต้านญี่ปุ่น และเป็นมิตรกับข้างรัสเซียด้วย ในคราวนี้เพื่อให้รับมือกับพวกญี่ปุ่น และเพื่อให้รักษาความปลอดภัยของฝ่าบาท จะมีใต้เท้าอีบอมจินกับขันทีอีวอนยอง เป็นผู้อารักขาฝ่าบาท เพื่อให้เสด็จไปยังสถานทูตรัสเซีย ถ้าหากเรื่องนี้ล้มเหลว ไม่ใช่แค่แพทย์ฮวาง ยังจะมีตัวข้า รวมไปถึงฝ่าบาทที่อาจจะเอาชีวิตไม่รอด”

 ฮวางจองออกเดินทางแต่เช้า เพื่อให้ไปยังสถานทูตรัสเซีย เมื่อไปถึงก็ตรวจอาการขอทูตรัสเซีย

“อาการท่านดีมากครับ”

“ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะว่าได้ แพทย์ฮวางช่วยเอาไว้” ทูตรัสเซีย กล่าว

“ในคืนนี้ ผมจะพาแขกมาเยี่ยมที่สถานทูตแล้ว” ฮวางจอง กล่าว

“อืม ไม่มีปัญหา เราเอง ก็ได้เตรียมการต้อนรับแขกคนสำคัญเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”

“ขอบคุณมาก”

“ขอให้พวกคุณโชคดีนะ” ทูตรัสเซีย กล่าว

ทหารญี่ปุ่นรายงานทูตญี่ปุ่นว่าหมอจากเจจุงวอนไปที่สถานทูตรัสเซีย

“ฮะ ๆ ๆ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงไปหรอกครับท่าน เพราะว่าเมื่อหลายปีก่อน เขาได้ช่วยผ่าต้อกระจกให้ทูตรัสเซีย คงจะยังมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่บ้าง” วาตานาเบ้ กล่าว

“ไม่ใช่หรอก พักนี้สถานทูตรัสเซียชอบลอบติดต่อกับกลุ่มเป็นมิตรกับรัสเซีย เวลานี้กลับมีหมอเจจุงวอนเดินทางไปสถานทูตรัสเซีย มันควรต้องไม่ปกติแน่ ฮาเซกาว่า” ทูตญี่ปุ่น เรียก

“ไฮ้” คิมโทน กล่าว

“คุณต้องจับตาหมอที่เจจุงวอนตลอด 24 ชั่วโมง หมอเบ๊กโดยังมาทำงานที่โรงพยาบาล ได้ผลเป็นยังไงบ้าง?”

“ไฮ้ กำลังตั้งมั่นรักษาคนป่วยเลยครับ” วาตานาเบ้ รายงาน

“งั้นเหรอ ทำไมถึงได้ไปช่วยรักษาทหารที่เจจุงวอนด้วยล่ะ?”

“คือว่า..เอ่อ เรื่องนี้.. ผมเป็นคนส่งเค้าไปตรงนั้นเอง เอ่อ สำนักงานอนามัยได้ทำเรื่องขอมาอย่างเป็นทางการ และส่งเค้าไปเพื่อให้ไปทำวามรู้ความเข้าใจกับตรงนั้นด้วย”

“อืม..แต่ถึงยังไงเค้าก็เป็นชาวโชซอนอยู่ จำเอาไว้ว่า ถ้าจำเป็นเขาจะเป็นคนแรก ที่ถูกตัดออก”

“ไฮ้ ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี”

โดยังออกตรวจคนไข้ วาตานาเบ้ เผ่านาหา

“เดินดี ๆ ล่ะ มีเรื่องบอกผมมั้ย?”

“นี่ตรงเวลาตรวจไข้ครับ” โดยัง กล่าว

“ทำไมคุณถึงไปที่เจจุงวอน”

“คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?”

“ปัทโธ่ เจจุงวอนเป็นที่ที่เราคอยจับตาอยู่ ทำไมไม่ให้ไปแล้วยังไปอีก?”

“หมอมีหน้าที่ที่จำเป็นต้องรักษาผู้เจ็บป่วย ตรงนั้นต้องการความช่วยเหลือผมจึงไปช่วยเค้า ผมทำแบบงี้มันผิดด้วยเหรอ?” โดยัง ถาม

“ผมเป็น ผอ.โรงพยาบาลฮันซองนะ ผมไม่ให้ไปก็ต้องมีเหตุผลของผมอยู่ วันหน้าขอให้คุณทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดด้วย” วาตานาเบ้สั่งเสียงดัง

“ทำตามคำสั่งเหรอ คนที่ผมจะยอมให้จะมีแต่คนไข้เพียงแค่นั้นอีกอย่างที่นี่ก็เป็นแค่โรงพยาบาล เชิญคนต่อไป”

“หืม? อ้อ” วาตานาเบ้ ไม่พอใจ

“ไม่สบายตรงไหนครับ?” โดยัง ถามคนไข้ที่เผ่านา

“ครับ คือว่าผม..”

ซ๊อกรัน มาหาโดยัง ขอร้องให้กลับมารักษาคนไข้ที่เจจุงวอน

“สำนักงานอนามัยตั้งตัวได้แล้วนี่ มีโรงพยาบาลตั้งเยอะแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

“ค่ะ และจากนั้นก็มีโรงพยาบาลหญิงอยู่ด้วย ฉันเองก็ไป ๆ มา ๆ ตรงนั้นอยู่บ่อย ๆ” ซ๊อกรัน กล่าว

“งั้นเหรอ ดีจังนะ ถึงแม้สุขภาพของผู้ป่วยจะสำคัญ แต่ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ”

“ค่ะ คุณชาย ไม่คิด…จะกลับมาเจจุงวอนจริง ๆ เหรอคะ?”

“ดื่มก่อนเถอะ เราดื่มไปคุยไปนะ”

“ค่ะ ฮวางจองเค้าเป็นห่วงคุณชายมากเลยนะคะ ตั้งแต่คุณชายหายตัวไปในตอนนั้น เค้าก็คอยเป็นห่วงคุณชายมาตลอด”

“งั้นเหรอ นิสัยขี้ห่วงนี่แก้ไม่หายเลยนะ เค้ายังเป็นเหมือนเดิม”

“คุณชายเองก็ไม่เปลี่ยนไปนี่”

“ทำไมถึงยังไม่แต่งงานกับฮวางจองล่ะ? ข้าคิดว่า เจ้าจะเป็นเมียของฮวางจองแล้วซะอีก”

“มันเลยมาถึงตอนนี้แล้ว เดี๋ยวนี้สถาน การณ์มันวุ่นวาย วันหน้าเจจุงวอนต้องรุ่งโรจน์กว่านี้แน่ สำนักงานอนามัยเอง ที่จริงก็ตั้งอยู่ที่เจจุงวอน ดังนั้นเราถึงอยากให้คุณชายมาช่วยกันน่ะ วันนี้ ผ่านาเพื่อให้จะเชิญคุณชายอย่างเป็นทางการ กลับไปที่เจจุงวอนเถอะค่ะ”

“เฮ้อ..ข้าคงจะไม่..กลับไปตรงนั้นหรอก”

“คุณชาย”

“เมื่อก่อนผมมีสองเหตุผล ที่ทำให้ข้าเลือกเจจุงวอน แต่จู่ ๆ เหตุผลนั้น มันก็หมดความหมายไปในพริบตา ข้าจึงต้องจากมา เอาเถอะ คุยเรื่องพวกนี้ไปก็แค่นั้น ข้าขอตัวก่อนละกัน”

 “เอ๊ะ อยู่นี่เองเหรอ เบ๊กโดยังคะ ทำไมถึงได้กลับมาที่โชซอนโดยไม่บอกซักคำเลยล่ะ คุณเบ๊กโดยัง นี่คือ…” นาโอ เผ่านา

“ข้า..” ซ๊อกรัน กล่าว

“เป็นเพื่อให้นเก่าของข้า ที่โชซอนน่ะ” โดยัง กล่าวกับนาโอ

“อ๋อ แบบงี้นี่เอง แนะนำหน่อยนะ นี่คือคู่หมั้นของข้า” นาโอ กล่าว

“ค่ะ เฮ้อ..พวกท่านดูเหมาะกันดีจัง” ซ๊อกรัน กล่าว

“จริงเหรอคะ?” นาโอ ถาม

เมื่อทั้งหมดออกมาโดยัง ก็ถามนาโอ ว่าทำไมรู้ว่าตนอยู่ที่ร้านกาแฟ

“ก็ไปถามที่โรงพยาบาล เค้าบอกว่าให้มาที่นี่” นาโอ กล่าว

“เอ่อ ข้าต้องขอตัวก่อนนะคะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“ไปแล้วเหรอ แล้วเจอะกัน อ้อ ท่านชื่อว่าอะไรคะ ข้าชื่อนาโอโกะ” นาโอ กล่าว

“ข้าชื่อยูซ๊อกรันค่ะ”

“อ้อ ซ๊อกรันจัง”

“พวกท่าน รู้จักกันที่ญี่ปุ่นเหรอคะ?” ซ๊อกรัน กล่าว

“ค่ะ ข้าเคยเป็นคนไข้ของเบ๊กโดยัง แต่ในตอนนี้ ผ่านาเป็นพยาบาลเพื่อให้ให้ได้อยู่ใกล้เค้า” นาโอ กล่าว

“นี่ซ๊อกรัน เจ้าจะไปแล้วไม่ใช่เหรอ?” โดยัง

“ข้าไปล่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“เบ๊กโดยังคะ” นาโอ กล่าว

“โอ๊ย อุ๊ย มีอะไรหา?”

“สะกดรอยข้าทำไม?” โดยัง กล่าว

“ใครสะกดรอยเจ้าหา? โอ๊ย…หน็อย โอ๊ย ๆ”

“เบ๊กโดยังคะ” นาโอ กล่าว

“คุณชายคะ”

“เบ๊กโดยังคะ ข้าเคยเห็น คน ๆ นั้นอยู่ภายในห้องของวาตานาเบ้ซัง” นาโอ กล่าว

“มีคนสะกดรอยตามท่านเหรอ?”

“ที่เจจุงวอนก็มีเหมือนกัน” โดยัง กล่าว

ฮวางจอง เข้าพบ อียงอิกและพวก เพื่อให้คิดแผนเรื่องพระเจ้าโกจง

“เมื่อก่อนข้าเคยเข้าไปทำการตรวจนางกำนัล ตอนที่เราเข้าไปก็จะมีการใช้เกี้ยวแบกนางกำนัลสองคนออกมารักษา ที่โรงพยาบาลเจจุงวอนคิดว่าน่าจะไม่ถูกสงสัยอะไร?”

“อืม ถือเป็นความคิดที่ดี”

“คืนนี้ข้าจะอารักขาฝ่าบาทเสด็จไปจุดนัดพบเอง” ขุนนางอีกคนกล่าว

“ถ้างั้นเราใช้เกี้ยวแบกพระราชากับรัชผู้สืบสกุลออกมาจากในวังให้ได้ก็พอ ส่วนแพทย์ฮวาง ช่วยจัดหาคนหามเกี้ยวที่ไว้ใจได้ให้หน่อยได้มั้ย?” ใต้เท้ายู กล่าว

“ได้ ข้าจะจัดการให้” ฮวางจอง กล่าว

“อืม งั้นก็ไปกันเถอะ โอ๊ย ๆ…ข้าไม่เป็นไร อืม…” อียงอิก กล่าว

อียงอิก เริ่มมีอาการป่วย บอกกับใต้เท้ายู ว่า ขาของตนเริ่มชาตั้งแต่ตอนเช้า ตอนนี้ก็ยังเป็น

“ยังเจ็บอยู่รึเปล่า คราวก่อนท่านก็เคยขาชาทีนึงแล้ว” ใต้เท้ายู กล่าว

“มันเป็นเดือนละสองสามครั้งน่ะ” อียงอิก บอก

“ที่แท้ คนที่วิ่งได้เร็วเหมือนสายฟ้า ก็เป็นแบบงี้ได้เหรอ?”

“ฮะๆ ๆ มันเอาแน่ไม่ได้หรอก”

“ใต้เท้าอี ข้าขอตรวจขาท่านหน่อยได้มั้ยครับ?” ฮวางจอง กล่าว

“ก็เอาสิ”

“เป็นอาการเส้นเลือดขอด คงเกิดจากการออกกำลังกายของท่าน”

“โอ๊ย ๆ เจ็บมาก…ข้าเองก็คิดว่าอย่างนั้น เมื่อก่อนเคยวิ่งวันละสิบลี้ กลับต้องมานั่งเกี้ยวทุกวัน จึงเป็นแบบงี้น่ะ เฮ้อ แล้วข้าควรจะทำยังไงล่ะ?”

“ตอนนี้มันมีลิ่มเลือดด้วย ดังนั้นท่านควรจะรีบผ่าตัด ทำการกรีดบางส่วนของน่องออก เพื่อให้ระบายเลือดคั่งรักษาอาการเส้นเลือดขอด” ฮวางจอง กล่าว

“เสร็จงานใหญ่คราวนี้แล้ว ข้าจะมาที่เจจุงวอน”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ”

“ยังไงซะ เรื่องวันนี้ต้องฝากด้วยนะ ชะตาของโชซอนฝากไว้ที่เจ้าแล้ว ไปเถอะ”

คิมโทน ที่เฝ้าจับตาการเคลื่อนที่ของฮวางจอง เผ่านารายงานทูตญี่ปุ่น

“ข้าพบแพทย์ฮวางจอง กับล่ามยู กับใต้เท้าอีกสองคน เข้าไปคุยกันข้างในครับ”

“แล้วสองคนนั้นเป็นใครล่ะ?”

“ข้ายังไม่เคยเจอหน้ามาก่อน แต่หลังจากได้ส่งคนตามสืบตอนนี้เราทราบว่าเป็นใครแล้วครับ”

“แล้วเป็นใครกันล่ะ?” วาตานาเบ้ ถาม

“เจ้ากรมการเมืองอียงอิกครับ”

“อียงอิก?”

“อียงอิกเป็นใครเหรอครับ?” วาตานาเบ้ ถาม

“หัวหน้ากลุ่มหนุนรัสเซีย หมอจากเจจุงวอนไปเยี่ยมสถานทูตรัสเซีย หัวหน้ากลุ่มหนุนรัสเซียก็มาที่นี่ พวกนั้นต้องมีแผนลับอะไรบางสิ่งบางอย่างกันอยู่แน่ รีบไปสั่งให้กองกำลังรักษาการณ์เพิ่มการตรวจตราให้มากขึ้น” ทูตสั่ง

“ไฮ้” ทหารญี่ปุ่น รับคำ

“ส่วนวันนี้เจ้าก็ต้องคอยจับตาทุก ๆ การเคลื่อนไหวของพวกนั้นเอาไว้ อย่าให้คลาดสายตา งานนี้มีเรื่องสนุกแน่”

หลังออกมาจากห้องของทูตญี่ปุ่น คิมโทน บอกวาตานาเบ้ว่า มีเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างนึง

“ท่านเจ้ากรมการเมือง เค้ามีอาการเส้น เลือดขอดด้วย”

“เมื่อกี้เจ้าว่าไงนะ นี่เป็นความจริงแน่นะ?”

“ใช่ ข้าเห็นหมอตรงนั้นตรวจขาเค้า แล้วเค้าก็น่าจะไปทำการรักษาที่เจจุงวอน”

“จึงควรให้เค้ามารักษาที่โรงพยาบาลเรา หัวหน้าข้างหนุนรัสเซีย มาที่โรงพยาลอันซอง เหรอ ฮ่า ๆ แค่คิดก็น่าสนุกแล้วเนี่ย”

“แม้กระนั้นเค้า ไม่ใช่กลุ่มส่งเสริมญี่ปุ่น เค้าจะยอมมาง่าย ๆ เหรอ?” คิมโทน กล่าว

“ไม่ได้สำคัญว่าหนุนญี่ปุ่นหรือรัสเซีย เพราะผู้ป่วย อืม จำเป็นที่จะต้องเลือกโรงพยาบาลที่สามารถรักษาตัวเองให้หายได้ อืม ในจุดนี้โรงพยาบาลฮันซองเราเหนือกว่าเยอะ และยิ่งเป็นได้เพราะในมือของเรา…ยังมีเบ๊กโดยังอยู่”

“ผู้นำข้างหนุนรัสเซียมารักษากับเรา งานนี้ได้สนุกแน่”

“ฮ่ะ ๆ ๆ เอ่อ การที่เค้ามารักษากับเราต้องส่งผลกระทบกับพวกสถานทูตรัสเซียอย่างแน่ๆ ฮะ ๆ ๆ ดีไม่ดี อียงอิกอาจจะหันมาเข้าพวกกับเราเลยก็ได้ มันอาจจะทำให้โรงพยาบาลฮันซองที่เจอปัญหาจากตอนลอบฆ่ากลับมาดังอีกก็ได้ ไปเถอะ”

โอ ชักเท และประชาชนมาชุมนุม ทูลพระเจ้าโกจงให้อย่าลืมการฆ่าพระมเหสี และขอให้มีรับสั่งให้ยกเลิกตัดเปียผมด้วย

“ข้ารู้สึกไม่สบายใจเลยที่ต้องไปวิงวอนจากสถานทูตรัสเซีย” พระเจ้าโกจง ตรัส

“มีเวลาแค่คืนนี้เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้นอกวังมีคนจำนวนมากที่ออกมาประท้วง ไม่รู้จะมีกองกำลังไหนบุกเผ่านารึเปล่า?” ขุนนาง กล่าว

“ประชาชนจะมองข้าด้วยสายตายังไง จะมองว่า ข้าเป็นคนขี้ขลาดที่เอาแต่หลบหนีรึเปล่า?”

“ไม่พ่ะย่ะค่ะ ประชาชนต้องเข้าใจ ว่าพระองค์ต้องจากไปเพื่อให้ปกป้องโชซอนเอาไว้ จากพวกญี่ปุ่นพ่ะย่ะค่ะ” รัชผู้สืบสกุล ทูล

“งั้นเหรอ กำหนดไว้คืนนี้ใช่มั้ย?” พระเจ้าโกจง ตรัสถาม

โดยัง กำลังดูแหวนของแม่อยู่ นาโอ เผ่านาเห็นจึงหยิบไปดู

“ขอโทษด้วยนะ นี่เป็นแหวนของแม่ผมน่ะ” โดยัง รีบหยิบกลับ

“อ๋อ แต่ก็ไม่เห็นต้องกระชากนี่นา ฉันตระหนกตกใจหมดเลย” นาโอ

“ขอโทษครับ”

“อ้อ คุณยุ่งอยู่รึเปล่า มานี่สิ มานี่เดี๋ยวนึงนะ มานี่เร็ว นาโอ บอก

“มีอะไรเหรอ?”

“แต่นแต๊น”

“นี่อะไรน่ะ?” โดยัง ถาม

“เป็นของขวัญ ที่ท่านพ่อของฉันให้มา”

“เจ้านี่คือ เครื่องเอกซเรย์ใช่มั้ย?”

“ชอบรึเปล่าล่ะ?” นาโอ ถาม

“ชอบสุดสุดเลยล่ะ ต้องชอบสิ ฮะๆๆ” วาตานาเบ้ เผ่านา

“ท่าน ผอ.”

“ฮะ จากนี้ไปโอกาสการตรวจผิดพลาดของเรา ก็จะลดลงไปมากเลยทีเดียว ฮะ ๆ ๆ อา… ฝากกล่าวขอบคุณป๊ะป๋าของคุณหนูนาโอโกะด้วยนะ ต้องรบกวนฝากขอบคุณ ไปถึงท่านด้วย” วาตานาเบ้ กล่าว

“ค่ะ อีกไม่นาน เดี๋ยวท่านก็จะมาที่โชซอนแล้วค่ะ เค้าจะมาหาแพทย์เบ๊กโดยังน่ะ”

“โอ้ อย่างนั้นเหรอครับ อา แบบงี้คงต้อง…หมั่นประจบแพทย์เบ๊กไว้ซะแล้วสิ ฮะ ๆ ๆ เอ่อ ได้ยินว่า ตอนนี้พ่อของคุณหนูนาโอโกะ ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วใช่มั้ยครับ ตอนนี้ท่านเป็นอะไรเหรอ?

“รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ” นาโอ กล่าว

“รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ อา อ้อ ถ้างั้นเราก็ ยิ่งต้องทำหน้าที่ให้ดีสิ”

“อืม ฮิ ๆ”

“เอ่อ แพทย์เบ๊ก คุณรู้จักเจ้ากรมอียงอิกรึเปล่า?” วาตานาเบ้ ถาม

“เคยได้ยินชื่อของเค้ามา”

“คือตอนนี้เค้ามีอาการของเส้นเลือดขอดอยู่ คุณสามารถทำให้เค้ามาผ่าตัด…ที่โรงพยาบาลฮันซองของเราได้รึเปล่า เพราะถ้าไม่ได้มาผ่าตัดที่นี่…เค้าคงจะไปผ่าตัดเส้นเลือดที่เจจุงวอน”

ซ๊อกรันเล่าเรื่องโดยัง ให้กับพ่อฟัง

“คุณชายเบ๊กพูดอย่างนั้นจริงเหรอ?”

“ค่ะ ท่านบอกว่าเจจุงวอนก็ถูกจับตาอยู่”

“นี่ เจ้าบอกว่า คุณชายเบ๊กโดยังบอกเจ้ามาเหรอ?” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“เอ้อ เรื่องใหญ่แล้วสิ”

“ก็ต้องเป็นเรื่องใหญ่สิคะ คนที่ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายจู่จู่ก็โผล่มา”

“ท่านพ่อคะ ท่านมีเรื่องอะไรเหรอคะ?”

“แหม ท่านพ่อของเจ้าคงกำลังตระหนกตกใจอยู่น่ะ แม้กระนั้น คุณชายโดยังตอนนี้อยู่ที่ไหนเหรอ?”

“ข้าจำเป็นจะต้องออกไปสักหน่อย” ใต้เท้ายู กล่าว

“งั้นไปหาเค้าด้วยกันนะ?”

“ซ๊อกรัน เจ้าต้องรีบไปที่เจจุงวอน บอกให้แพทย์ฮวาง ยกเลิกแผนการในวันนี้ทั้งหมด”

“แผนการอะไรเหรอคะ?”

“เจ้าอย่าเพิ่งจะถามเลย รีบไปทำตามที่พ่อบอก รีบไปเร็วเข้า”

“ท่านพี่ ทำไมให้ไปเจจุงวอนล่ะคะ ไม่ใช่จะไปหาคุณชายเบ๊กด้วยกันเหรอคะ? ไปที่ไหนคะเนี่ย ไปด้วยกันดีมั้ย?”

“ท่านแม่คะ ท่านพ่อไม่ได้ไปหาคุณชายเบ๊ก”

“อ้าวเหรอ งั้นจะไปที่ไหนล่ะ?”

โดยัง มาหาใต้เท้าอียงอิก ตรวจดูอาการป่วย

“ถ้าท่านห่อเท้าเอาไว้อย่างนี้ น่าจะรู้สึกดีขึ้นหน่อย”

“ตอนนี้เจ้าแปลงเป็นหมอแล้ว แทบไม่ต้องการจะเชื่อเลย” อียงอิก กล่าว

“แต่เดิมข้าก็เรียนอยู่ที่เจจุงวอน ตอนหลังไปเรียนต่อต่างประเทศ ข้าไปเรียนที่ญี่ปุ่น”

“อ้อ งั้นเหรอ คงจะลำบากไม่น้อยสิ”

“ความลำบากที่จะเจอคงจะมากกว่า เพราะข้าอยู่ที่โรงพยาบาลฮันซอง”

“นี่เป็นความจริงเหรอ?”

“เป็นความจริงครับ” โดยัง กล่าว

“ทำไมเจ้าถึงได้ทำแบบงี้ล่ะ หรือเจ้าไม่สนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโชซอนเลย”

“ข้าไม่ได้คิดอะไรมากหรอก ข้าก็แค่ ต้องการจะเรียนวิทยาการแพทย์ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด ถึงแม้จะเป็นกับศัตรู สิ่งที่ควรร่ำเรียนก็ควรจะเรียน ท่านไปที่โรงพยาบาลฮันซองสักรอบสิ ท่านหายใจค่อนข้างถี่ มันดูไม่ดีกับสุขภาพของท่านเลยนะ ข้าจะใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัย ตรวจสุขภาพให้คุณเองครับ” โดยัง กล่าว

“ท่านเจ้ากรมครับ ล่ามยูมาขอพบท่านครับ”

“ให้เค้าเผ่านา”

“โอ้” ใต้เท้ายู ตระหนกตกใจที่พบโดยัง

“ใต้เท้ายู” โดยัง เรียก

“คุณชายโดยัง ทำไมถึงได้…”

“คือข้าได้ยินว่าใต้เท้าเจ็บขา จึงมาเยี่ยมน่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน พวกท่านคุยกันไปก่อนนะ” โดยัง กล่าวแล้วออกไป

“ไปเถอะ ขอบใจมาก เชิญนั่ง อา…เค้าได้ยินว่าไม่สบายจึงมาเยี่ยม แต่ท่าน มาหาข้ากลางดึกทำไมเหรอ?”

“แผนการในคืนนี้ จำเป็นต้องยกเลิกครับ ที่เจจุงวอน ถูกคนเฝ้าจับตาอยู่ ถ้าพลาดไปจะยิ่งแปลงเป็นเรื่องใหญ่ เราต้องคอยสังเกตการณ์สักพัก แล้วค่อยเลือกวันดำเนินการ กันใหม่อีกทีครับท่าน” ใต้เท้ายู รายงาน

ฮวางจอง ชวนหมอโกออกเดินทาง ซ๊อกรันมาถึงมองว่าผิดปกติ จึงถามว่าจะไปไหนกัน

“ไม่มีอะไรหรอกครับ” ฮวางจอง ปฏิเสธ

“นี่ดูเหมือนไม่มีอะไรงั้นเหรอ? แพทย์โกใส่ชุดอย่างงี้มันต้องมีอะไรแน่” ซ๊อกรัน กล่าว

“แฮ่ม”

“ไม่ว่าจะไปที่ไหน ตอนนี้ยังไปไม่ได้ ท่านพ่อบอกว่า ให้ยกเลิกแผนการในวันนี้ไปก่อน”

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?” ฮวางจอง ถาม

“เพราะเจจุงวอนถูกจับตาอยู่น่ะ”

“งั้นเรา ก็ไปกำแพงฝั่งที่ไม่มีใครเฝ้าก็ได้นี่” ชักแท กล่าว

ฮวางจอง เล่าแผนที่จะพาพระเจ้าโกจงเสด็จหนีไปที่สถานทูตรัสเซียให้ซ๊อกรันฟัง “วันนี้จัดเป็นโอกาสที่ดี คราวหน้าก็ไม่รู้ว่าจำเป็นจะต้องรอกันไปถึงเมื่อไหร่?”

“ดึกป่านนี้มาทำอะไรกัน” โอ เผ่านาถามเมื่อเห็นจับกลุ่มคุยกันอยู่

“ท่านกลับมาจากวังใช่รึเปล่า?” ฮวางจอง กล่าว

“ใช่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ควรจะทำยังไงต่อไป”

“พรุ่งนี้เราก็ต้องไปต่อ เราจะยอมแพ้ไม่ได้นะ”

“อะไรกันใครว่าข้าจะยอมแพ้ แต่บัณฑิตอย่างเราจะไปต่อต้านพวกทหารญี่ปุ่นได้ยังไงล่ะ?” โอ กล่าว

“ก็เอาตัวของเราเข้าขวางสิ ก็แค่ปืน ลูกผู้ชายจำเป็นที่จะต้องยอมเจ็บเพื่อให้รักษาอุดมการณ์เอาไว้”

“พวกทหารญี่ปุ่น? ขุนนางกลุ่มนั้นถูกเนรเทศไปแล้วนี่” ฮวางจอง กล่าว

“ก็ใช่ แต่ได้ยินว่าวันพรุ่งนี้ จะมาเพื่อให้หยุดการประท้วงของเรา”

โก แนะนำให้ฮวางจองหยุดแผนการไว้ ตามคำแนะนำของล่ามยู

“ถ้ารอถึงพรุ่งนี้อาจจะไม่มีโอกาสแล้ว พรุ่งนี้ทหารญี่ปุ่นจะกลับมาแล้ว” ฮวางจอง กล่าว

“ก็บอกแล้วไงว่าปีนกำแพงไปก็จบ” ชักแท กล่าว

“ไม่ได้ ๆ เราจำเป็นที่จะต้องเดินออกไปอย่างเปิดเผย ทำลับ ๆ ล่อ ๆ ถ้าใครเห็นเข้า ก็จะเกิดสงสัยว่าเราออกไปทำอะไรกัน แต่ถ้าเราออกไปอย่างเปิดเผย เค้าก็จะคิดว่าเป็นการไปตรวจรักษาเหมือนที่เคยทำ” ฮวางจอง กล่าว

“ท่านหมายความว่า วันนี้จะดำเนินแผนการต่อไปเหรอ?” ซ๊อกรัน กล่าว

“ใช่ หลังเข้าวังถ้าหากเกิดผิดพลาดอะไร ก็จะแบกเอาคนไข้นางกำนัลออกมาแทน” ฮวางจอง กล่าว

“งั้นต้องเอาฤกษ์เอาชัยก่อน เราเข้าวังกันเถอะ”

“งั้นข้าจะไปกับท่านด้วย” ซ๊อกรัน กล่าว

“ท่านไปไม่ได้” ฮวางจอง กล่าว

“ตรวจนางกำนัลจะไม่มีหมอหญิงได้ยังไง ข้าไปจะได้ไม่ถูกสงสัย”

“ที่พูดมาก็มีเหตุผลนะ” ชักแท กล่าว

ฮวางจอง และพวกออกมา ก็คิดว่ามีคนสะกดรอยตามมา จึงบอกให้ทุกคนอย่าหันหน้ากลับไป เดี๋ยวจะถูกสงสัย จากนั้นก็เดินทางถึงวังหลวง

“ฝ่าบาท ถ้าไม่สวมฉลองพระองค์นี้ จะเสด็จออกไปจากวังไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนาง กล่าว

“ข้าเป็นถึงเจ้าแผ่นดินนะ จะให้ข้าทำแบบงี้ได้ยังไง”

“นั่นสิ อย่าบีบให้เสด็จพ่อต้องเสียเกียรติแบบงี้เลย” รัชผู้สืบสกุล ตรัส

“ฝ่าบาท พระอาญามิพ้นเกล้า แต่หากพระองค์ยังอยู่ในนี้ พระองค์อาจต้องเสียพระเกียรติมากกว่านี้ก็เป็นได้ บุรุษยอมทนต่อการถูกหยาม ยอมลอดใต้หว่างขา เพราะเห็นแก่ส่วนรวมนะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท โปรดพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ฮวางจอง ทูล

“ทนความอัปยศรึ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วสินะ รัชผู้สืบสกุล เจ้าจงอย่าได้ลืม ช่วงเวลาอย่างนี้เชียวล่ะ” พระเจ้าโกจง ตรัส

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

เมื่อขบวนของฮวางจองออกจากวัง คิมโทนที่ซุ่มอยู่ ก็สั่งให้ทหารญี่ปุ่นเข้าตรวจ

“จะไปไหน?”

“เราจะนำนางกำนัลที่ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลเจจุงวอน” ฮวางจอง กล่าว

“เรื่องนี้จะจริงรึเปล่า มันคงต้องทำการตรวจทานกันก่อน พวกเจ้าอาจจะแอบขโมยเงินทองออกไปจากวัง ไหมในนั้น ก็อาจเป็นพระราชากับรัชผู้สืบสกุลก็ได้” ทหารญี่ปุ่น กล่าว

“พวกเจ้าเป็นบ้าไปแล้วเหรอ พระราชากับรัชผู้สืบสกุลจะมาอยู่บนเกี้ยวนี้ได้ยังไง?” ซ๊อกรัน กล่าว

“เราจึงควรรีบไปที่เจจุงวอน โปรดหลีกทางให้เราด้วย” ฮวางจอง กล่าว

“ข้าเตือนพวกเจ้าแล้วนะวางเกี้ยวลงซะ” ทหารญี่ปุ่น สั่ง

“แต่นี่เป็นคนไข้ฉุกเฉิน เราจำเป็นต้องรีบไป” ซ๊อกรัน กล่าว

“ยังอีก.. ข้าบอกให้วางเกี้ยวลง”

“ขอโทษที รบกวนหน่อยนะ นี่มันกลิ่นอะไรเนี่ย ถึงกับฉี่แตกเลยเหรอ?” คิมโทน กล่าว

“บอกแล้วไงว่านั่นเป็นคนป่วย” ฮวางจอง ตอบ

“คนที่อยู่ในเกี้ยวตอนนี้ ป่วยเป็นโรคไทฟอยด์อยู่นะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“ไม่ใช่คนป่วยอะไรหรอก อา…อา…หืม กลิ่นนี่ เหม็นชะมัดยาดเลย” คิมโทน กล่าว“แอบเปลี่ยนชุดมาเหรอ หึ ๆ ๆ ดูเหมือน ๆ กันนี่ งั้นก็ช่วยเปิดผ้าคลุมหน่อยได้มั้ย?” ทหารญี่ปุ่น ถาม

“อึ้ย ฟู่…เฮ้อ หรือจะทิ้งลูกแล้วเอาตัวรอดไปคนเดียว”

“นั่นสินะ ต้องมีอันนึงเป็นของจริงแน่”

“ฮัดเช่ย” หญิงคนหนึ่งไอจาม

“รีบไปล้างหน้าดีมากยิ่งกว่า เดี๋ยวจะติดโรคเอานะ” ซ๊อกรัน ขู่พวกญี่ปุ่น

“บ้าเอ้ย ไปเร็ว” ทหารญี่ปุ่น กล่าว

“เอ่อ เดี๋ยว นี่…ไอ้บ้าเอ้ย” คิมโทน ไม่พอใจ

“ไปกันได้ ฝ่าบาท เราออกจากวังแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” ฮวางจอง กล่าว

“พวกเจ้าได้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้” พระเจ้าโกจง ตรัส

“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท เราเพียงแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้ารู้สึกละอายนักที่ต้องให้พวกเจ้า มาทำในสิ่งกลุ่มนี้เพื่อให้ช่วยเหลือข้า”

“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมต่างก็เป็นขุนนางในพระองค์ พระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย ขอให้พระองค์รักษาพระวรกาย เพื่อให้ฟื้นฟูแผ่นดินของเราขึ้นมาใหม่” ฮวางจอง ทูล

“นั่นสิ ข้าจำเป็นจะต้องทำให้ได้ ข้าควรต้องเข้มแข็งมากกว่านี้ ต้องเข้มแข็ง เพื่อให้ต่อกรกับไอ้พวกญี่ปุ่น”

ที่สถานทูตรัสเซีย ฮวางจอง และพวกส่งเสด็จพระเจ้าโกจงอย่างปลอดภัย

“เป็นพระราชากลับต้องไปซ่อนตัวในสถานทูตชาติอื่น น่าสงสารจริง ๆ” ฮวางจอง กล่าว

“แต่พระองค์ ก็ทรงมีพระปณิธานที่ยังแน่วแน่อยู่ ทุกอย่างมันจำเป็นที่จะต้องดีขึ้นแน่” ซ๊อกรัน กล่าว

“อย่างน้อยวันนี้ ก็มีเรื่องที่น่ายินดีอยู่บ้าง ข้าถือโอกาสได้ชดเชยพระมหากรุณาธิคุณ ข้ารู้สึกดีใจมาก” ฮวางจอง กล่าว

“ข้าเองก็รู้สึกดีใจมาก เพราะมีโอกาส ทำเรื่องแบบงี้กับแพทย์ฮวางน่ะ”

“ข้าก็รู้สึกเหมือนกัน”

พระเจ้าโกจงเรียกเหล่าขุนนางมาประชุม

“ขุนนางทุกคนจงฟัง คำสั่งของข้าให้ดี”

“พ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมขอน้อมรับพระบัญชา”

“พวกโจรชั่วที่สมคบญี่ปุ่นเพื่อให้มาก่อความวุ่นวาย เสนา คิมฮงจี ชองยังฮวา ยกอิลจุน โชฮีอึน จางบัก ให้ไล่ออกจากตำแหน่งให้หมด แล้วเอาตัวไปขังในคุก”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”

“แล้วหลังจากนั้นก็ตั้งคิมยงซิก ให้ขึ้นเป็นเสนาบดีโชวอนคนใหม่”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพ่ะย่ะค่ะ” ยงซิก น้อมรับบัญชา

“ส่วนใต้เท้าอียงอิก ให้ไปเป็นเจ้ากรมต่างประเทศ”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าจะยกเลิกราชโองการที่กำหนดให้มีการตัดผม ดังนั้นไม่จำเป็นต้องตัดผมและก็ได้ อีกอย่าง ไปสืบหาคนที่มันหยามพระเกียรติพระมเหสี พวกเจ้าต้องช่วยล้างแค้นให้ข้ากับพระมเหสี”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท พวกกระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

เพื่อให้นโด บอกกับชักเทว่า พระเจ้าโกจงสามารถรอดจากการคุกคามของพวกญี่ปุ่นไปอยู่ในสถานทูตรัสเซียแล้ว

“โอ้ว มีเรื่องแบบงี้จริง ๆ เหรอครับ?” ชักแท ถาม

“เชอะ เจ้านี่มันตามข่าวไม่ทันเลยนะ ฝ่าบาททรงแบกรัชผู้สืบสกุลขึ้นบนหลังพระองค์ และก็คอยหลบลูกปืนของศัตรู เฟี้ยว ๆ ๆ จนสามารถเข้าไปในสถานทูตรัสเซียได้”

“อ้อ แล้วนี่ท่านกำลังจะเอาไม้ไปไล่ตีสุนัขที่ไหนเหรอครับ?”

“เจ้ามันโง่จริง ๆ หลังจากฝ่าบาท เสด็จเข้าสถานทูตก็มีรับสั่งให้จับตัวเจ้าคิมฮงจี ชองยังฮวา กับกลุ่มพวกโจรขายชาติพวกนั้นให้สิ้นซาก ดังนั้นข้ากำลังจะไปร่วมกันจับโจรชั่วพวกนั้นกับทุกคน”

“โอ้วข้าน้อยมีตาหามีแววไม่จริง ๆ ครับ ท่านต้องไปจับโจรพวกนั้นให้ได้นะครับ อืมๆ อย่าโดนจับเองละกัน เชิญ”

ทูตญี่ปุ่นสั่งนำตัวทหารที่ปล่อยฮวางจองและพวกไปมาลงโทษ

“โปรด…โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”

“นี่เจ้ากลัวโรคระบาดขนาดนั้นเชียวรึ ถ้าหากเจ้า เป็นคนรอบคอบกว่านี้หน่อย ก็น่าจะวิเคราะห์จากสีหน้าของพวกคนแบกเกี้ยวได้ ตอนนี้รู้มั้ยว่าสภาพการณ์เราเป็นยังไง กลุ่มหนุนญี่ปุ่นถูกทำลายย่อยยับ เสนาคิมฮงจี ผู้ดูแลการทหารชองยัง ฮวาต่างต้องตาย คนที่เหลือก็ไม่รู้ว่าไปหลบอยู่ที่ไหนหมด เจ้าเลือกเองละกัน ว่าจะยอมตายอยู่ในนี้ หรือว่าออกไปถูกยิงเป้า”

“ไว้ชีวิตข้าด้วย อึ้ก…”

“ตะ…ตอนนี้ก็เหลือ แค่วิธีสุดท้ายแล้วครับ” วาตานาเบ้ กล่าว

“วิธีไหนล่ะ?”

“ใช้การแพทย์ดึงใต้เท้าอียงอิก หัวหน้ากลุ่มหนุนรัสเซียมาเป็นเรา ไฮ้ เบ๊กโดยังจึงควรทำเรื่องนี้สำเร็จแน่”

คูฮอน โวยวาย โซซา ที่ตื่นสายเลยสั่งให้รีบตื่นเร็ว ๆ

“ก็ท่านทำให้ข้าไม่ได้หลับนอน…อา…” โซซา บ่น

“ฮะ ๆ ๆ โดยัง คราวก่อนตอนที่ข้าหารือเรื่องรับเมียรอง ผ่านาคิดดูแล้วว่าข้าเจอนางก่อนผู้จัดการโอน่ะ”

“ท่านทำดีแล้วล่ะ” โดยัง กล่าว

“เอ่อ คือหมายความว่า ไม่รู้ว่าท่านไปอยู่ที่ไหน อาของท่านเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ จึง เอ่อ…”

“ต้องขอโทษด้วยครับ วันหน้าจะไม่มีเรื่องแบบงี้อีกแล้ว”

“นั่นสิ มันควรเป็นอย่างนั้น” คูฮอน กล่าว

“อ้อ ท่านอาครับ ท่านรู้จักใต้เท้าอียงอิกมั้ย?” โดยัง ถาม

“อ้อต้องรู้จักสิ ได้ยินว่าคราวนี้ เค้ายังได้รับตำแหน่งเป็นเจ้ากรมต่างประเทศแล้วด้วยนะ มีอะไรเหรอ?”

“เค้าอาจจะมาที่เจจุงวอน มารักษาโรคเส้น เลือดขอด แต่ข้าคิดว่าเค้าอาจมีโรคอื่นด้วย ถึงตอนนั้นก็ย้ายเค้าไปที่โรงพยาบาลฮันซองเถอะ”

“หา อ้าว ทำไมล่ะ?”

“หลายวันก่อนตอนข้าไปรักษาให้ที่จวน คิดว่าที่เจจุงวอนน่าจะรักษาอาการของท่านไม่ได้” โดยัง กล่าว

“อืม อ้อ รู้แล้ว ๆ เข้าใจแล้ว”

“เพื่อให้สุขภาพของท่านเจ้ากรม อย่าลืมทำตามที่บอกล่ะ”

ใต้เท้ายู เผ่านาคุยกับฮวางจอง หลังทำงานสำเร็จ

“แพทย์ฮวาง คงจะเหนื่อยมากสินะ ถ้าหากทำตามที่ข้าสั่ง โดยการย้ายไปวันอื่น การไปหลบในสถานทูตคงไม่มีวันจะสำเร็จแน่”

“ท่านตัดสินใจได้ดีจริง ๆ” ซ๊อกรัน กล่าว

“การให้พระราชากับรัชผู้สืบสกุลเปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อน นี่เป็นความคิดของซ๊อกรันเค้าน่ะครับ”

“หา นี่เจ้าก็ตามไปด้วยเหรอ?” แม่ซ๊อกรัน ถาม

“เอ่อ เรื่องเป็นอย่างงี้ค่ะ พอข้าได้ยินแผนก็คิดว่าทำอย่างนี้น่าจะเหมาะกว่า ข้าก็แค่บอกไปตามที่คิดได้เท่านั้นเอง”

“เฮ้อ…” ใต้เท้ายู ถอนหายใจ

“แหะ แต่มันก็ออกมาดีนี่”

“แพทย์ฮวาง มันเกินไปแล้วนะ ที่อันตรายแบบนั้นพาซ๊อกรันไปด้วยได้ยังไงกันเนี่ย?” แม่ซ๊อกรัน โวยวาย

“ขอโทษด้วยครับ”

“อะไร…ไม่ได้ดังใจข้าเลย”

“ท่านแม่ก็…”

“รู้มั้ยว่าเลี้ยงเจ้ามามันลำบากมากแค่ไหนน่ะ?”

“นี่ ๆ ที่รัก นี่…”

“ท่านแม่คะ”

“อย่าไปสนเค้าเลย ดื่ม” ใต้เท้ายู กล่าว

หลังจากฮวางนั่งดื่มกับใต้เท้าเสร็จ ซ๊อกรันก็เดินออกมาส่ง

“แม่ข้าก็เป็นคนที่เจ้าอารมณ์อย่างงี้แหละ”

“เรื่องนั้นข้าเข้าใจ”

“แต่ตั้งแต่มักเซงไปแล้ว ข้าเองก็มัวยุ่งอยู่แต่ที่เจจุงวอน ท่านจึงขี้บ่นขึ้นเยอะน่ะ ดูท่าตัวข้ากับแพทย์ฮวาง คงต้องหาเวลาคุยกับท่านบ่อย ๆ ท่านจะได้ไม่เบื่อไง”

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ผ่านั่นใจว่าทำได้แน่”

“ที่นี่มีร้านถ่ายรูปด้วย”

“จะลองเข้าไปดูมั้ยครับ?” ฮวางจอง ถาม

“มาและจากนั้นก็ต้องถ่ายสักใบสิ ก็ผ่านีรูปอยู่แค่ใบเดียวนี่ เป็นรูป ที่หมออัลเลนถ่ายไว้ให้เมื่อนานมาแล้ว” ซ๊อกรัน กล่าว

“แพทย์ยู รู้ได้ยังไงล่ะ”

“ก็ ผอ.อัลเลน บอกให้คุณเอาให้ข้าไม่ใช่เหรอ?”

“แหะ ที่จริงก็ใช่ แต่มันถูกข้า ยึดไประหว่างทางน่ะ แหะ ๆ ๆ เอ๊ะ อย่ามัวพูดเลย เข้าไปกันเถอะ ข้าเอาของแพทย์ไปใบนึง วันนี้จะชดใช้คืนให้สองเท่าเลย”

“รับปากแล้วนะ” ซ๊อกรัน กล่าว จากนั้นทั้งสองก็เข้าไปถ่ายรูปด้วยกัน

โดยัง นาโอ และลูกน้อง กำลังทดสอบ เครื่องเอกซเรย์ ที่ได้มาใหม่ระหว่างนั้นแม่ของซ๊อกรันก็เผ่านาหา

“คุณชายคะ ได้ยินว่าท่านกินและจากนั้นก็พักที่นี่ ข้าจึงพกเอากิมจิมาให้ ได้ยินว่าอาหารญี่ปุ่นรสชาติออกหวาน กินไม่นานก็คงจะเบื่อแล้ว”

“แต่ข้าพึ่งจะจะกินข้าวไปน่ะครับ”

“เห็นแก่ที่ข้าอุตส่าห์นำมา ก็อย่าโยนทิ้งเลยนะ”

“ไม่หรอกครับ ต้องขอบคุณท่านมาก”

“คือข้าไม่ค่อยเข้าใจน่ะ ทำไมคุณชายโดยังถึงได้มาอยู่ที่นี่ล่ะ แต่ข้า เข้าใจได้ว่าทำไมท่านถึงได้ไปเจจุงวอนวันนั้น ไปเพราะซ๊อกรันใช่รึเปล่า ซ๊อกรันยังคง…ต้องการคนอย่างคุณชายเสมอนะคะ”

“เค้ามีแพทย์ฮวางอยู่แล้ว มีแพทย์ฮวางก็พอแล้วล่ะครับ” โดยัง กล่าว

“จะเอาแพทย์ฮวางมาเทียบกับคุณชายได้ยังไง ข้าน่ะเลือกท่านมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ท่านเองก็น่าจะรู้ นอกจากเรื่องคราวก่อน ข้าน่ะอยู่ข้างท่านมาตลอดนะ”

“ข้าต้องขอบคุณมาก แต่เรื่องนี้..”

“ท่านยังจะแต่อะไรอีกล่ะ”

“เบ๊กโดยังเค้ามี นาโอโกะเป็นคู่หมั้นแล้วค่ะ” นาโอ กล่าว

“เป็นผู้หญิงญี่ปุ่นเหรอ?”

“ใช่ เป็นผู้หญิงญี่ปุ่น”

“เอ่อ ที่นี่ มีหมอที่ชื่อเบ๊กโดยังรึเปล่า?” ชาย คนหนึ่งเผ่านาถาม

ฮวางจอง ทำการตรวจ อียงอิก ที่มีอาการปวดท้อง

“ตอนแรกท่านปวดตรงไหนเหรอครับ”

“ไม่รู้ ๆ มันปวดไปหมดทั้งท้องเลย”

“ดูเหมือนไส้ติ่งอักเสบ แต่อาการที่ท่านปวดท้องไปทั่วแบบงี้ อาจจะเป็นเพราะลำไส้ เสียดสีจนเกิดเป็นแผล”

“แล้วข้าควรจะทำยังไง”

“ควรต้องทำการผ่าเปิดพุงท้อง”

“ต้องผ่า เปิดท้องของข้าเหรอ?”

“แพทย์ฮวาง” โดยัง เผ่านา

“แพทย์เบ๊ก” ฮวางจองทัก

“ใต้เท้า ข้าเบ๊กโดยังครับ”

“อ้อ เจ้าก็มาแล้วเหรอ?”

“พอใช้ได้ยินว่าท่านไม่สบาย ข้าก็รีบมาเลยครับ”

“เค้าจะผ่าตัดเปิดท้องของข้า เจ้าว่ามันจำเป็นรึเปล่า?”

“ขอข้าดูตรวจหน่อยได้รึเปล่า?”

“แฮ่ก ๆ ๆ โอ้ย ๆ” อียงอิก ร้อง

“เจ็บรึเปล่าครับ? ตอนคลายมือรู้สึกยังไงครับ”

“แฮ่ก ๆ”

“คิดว่าคงจะเป็นแผลในกระเพาะครับ ท่านจำเป็นต้องทำการผ่าตัดจริง ๆ”

“แต่เค้าว่าเป็นที่ลำไส้นี่” อียงอิก ถาม

“ข้าคิดว่ามันน่าจะเป็นแผลที่ลำไส้มากกว่า ดังนั้นข้าคิดว่าควรต้องผ่าเปิดทางด้านขวา” ฮวางจอง กล่าว

“แต่ข้าว่าเป็นกระเพาะทะลุนะ ดังนั้นจำเป็นจะต้องผ่าเปิดจากตรงกลาง” โดยัง ไม่เห็นด้วย

“โอย…แล้วนี่ข้าควรจะเชื่อใครดีเนี่ย?”

“กระเพาะทะลุครับท่าน”

“ใต้เท้า ถ้าอย่างนั้นลองฉายแสงเอกซเรย์ที่ข้าเคยบอกดีมั้ยครับ?”

“ให้ไปโรงพยาบาลฮันซองเหรอ?”

“ข้าจะรับรองความปลอดภัยเอง ให้แพทย์ฮวางไปด้วยกันก็ได้ครับ” โดยัง กล่าว

“โรงพยาบาลฮันซอง มีเครื่องฉายเอกซเรย์ใช้แล้วเหรอ?” ฮวางจอง ถาม

“ใช่ ถ้าใช้สิ่งนั้นฉายดู จะรู้ว่าเป็นแผลที่กระเพาะหรือว่าลำไส้ ลองรับการตรวจที่แน่ๆดูดีมั้ยครับ เพราะถ้าเปิดท้องแล้วมันแก้ไขไม่ได้แล้วนะ ไปลองดูเถอะครับ”

“แพทย์ฮวาง เจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?” อียงอิก ถาม

“ถ้าสามารถตรวจโรคได้โดยที่ยังไม่ต้องผ่าตัด น่าจะเป็นการตรวจที่ดีมากยิ่งกว่า เพราะโรคที่หมต้องการจะระบุอาการได้ สามารถใช้เครื่องฉายเอกซเรย์ ในการฉายแสงเพื่อให้ตรวจให้แน่ใจก่อนจะผ่าตัด”

ที่โรงพยาบาลฮันซอง เมื่ออียงอิก มาถึง โดยังก็ให้เขาเข้าไปยืนฉายเอกซเรย์

“โอย ๆ…แฮ่ก ๆ” อียงอิก ร้อง

“ช่วยหายใจเข้าแรง ๆ นะครับ ถ้าหากใต้เท้าเป็นแผลที่ลำไส้ อย่างที่แพทย์ฮวางบอกเมื่อครู่ รอบๆนี้ก็น่าจะไม่มีก๊าซมากขนาดนี้ เพราะถ้าเป็นที่ลำไส้ จุดที่จะมีก๊าซมาก น่าจะไปรวมตัวอยู่ที่รอบๆล่างนั่น แผลจำนวนมากทำให้เกิดก๊าซ ดังนั้นมันน่าจะมาจาก ส่วนของกระเพาะมากกว่า ปริมาณก๊าซทำให้วินิจฉัย ว่าแผลคงมาจากที่กระเพาะ”

“แพทย์เบ๊กวินิจฉัยถูกต้องแล้วครับ การฉายรังสีอย่างนี้มันแม่นยำกว่า”

“อืม ตกลง เข้าใจแล้ว ขั้นต่อไปจะทำยังไง?”

“ใต้เท้า ถ้าข้าแนะนำให้ผ่าตัด ที่นี่ท่านคิดว่ายังไงครับ ความปลอดภัยของท่าน ให้ข้าเป็นคนรับผิดชอบเองครับ”

“ใต้เท้า ข้าต้องขอโทษด้วย ที่นี่เป็นโรงพยาบาลฮันซอง ถึงท่านจะไม่สบายแต่ก็ไปผ่าที่เจจุงวอนได้ รู้ว่าท่านเป็นอะไรแล้ว ข้าก็สามารถผ่าตัดให้คุณได้” ฮวางจอง กล่าว

“แพทย์ฮวาง อย่างนี้…ไม่เป็นการขัดจรรยาบรรณไปหน่อยเหรอ คนที่วินิจฉัยถูกต้อง น่าจะเป็นคนรักษาถึงจะถูกนะ”

“งั้นท่าน ก็มาผ่าตัดที่เจจุงวอนเถอะ” ฮวางจอง กล่าว

“นี่ท่านหมายความว่ายังไง จะปล่อยให้ผู้ป่วยอาการหนักลงไปอีกงั้นเหรอ?”

“ตัวของข้าวางใจแพทย์เบ๊ก แต่ไม่วางใจโรงพยาบาลฮันซองแม้แต่น้อย ใต้เท้าเป็นขุนนางที่ภักดีต่อพระราชาและท่าน ก็ยังเป็นศัตรูกับพวกญี่ปุ่น”

“แพทย์ฮวาง ข้าเป็นหมอที่เคารพในหลักการทางการแพทย์นะ ที่นี่เป็นโรงพยาบาลและข้าก็เป็นหมอ คนไข้ก็เป็นคนไข้ ไม่มีการแบ่งว่าสูงต่ำ หรือว่าเป็นคนไข้แบบไหน คนไข้ของข้า ยังไงข้าก็ต้องรักษาเอาไว้”

“เอาล่ะ แฮ่ก ข้ารู้ว่าพวกเจ้าพูดอะไร ตอนนี้ ข้าไม่มีแรงจะกลับไปเจจุงวอนแล้ว ดังนั้นเบ๊กโดยัง เจ้าผ่าตัดให้กับข้าเถอะ และก็แพทย์ฮวาง เจ้าช่วยมาเป็นผู้ช่วยผ่าตัดให้ทีนะ”

“เป็นข้อเสนอที่ไม่เลว” โดยัง กล่าว จากนั้นก็ลงมือผ่าตัดทันที

วาตานาเบ้ รีบมารายงานทูตญี่ปุ่นเรื่อง อียงอิก

“ข้างหนุนรัสเซียอย่างอียงอิก มาผ่าตัดที่โรงพยาบาลฮันซองอย่างนั้นเหรอ?”

“นี่เป็นความจริงครับท่าน”

“มันเป็นได้เหรอ มันเป็นได้ ฮะ ๆ ๆ”

“ในห้องผ่าตัดมีหมอเบ๊กโดยังกับหมอฮวางจองจากเจจุงวอนอยู่ด้วย”

“ฮวางจอง มันมาได้ไง?”

“คงเพราะพวกนั้นจะกลัวว่า เราจะลอบรังควานอียงอิกมั้งครับ เอ่อ แต่ไม่ว่าจะยังไง เรื่องนี้จะเป็นการปรับความเกี่ยวข้องของเรากับกลุ่มหนุนรัสเซีย  และ…เป็นการพิสูจน์ว่าการแพทย์ของโรงพยาบาลฮันซองเราเหนือกว่าโรงพยาบาลเจจุงวอน”

“จำเป็นที่จะต้องฆ่าอียงอิกให้ได้” ทูตญี่ปุ่นสั่ง

“ไฮ้  อ๊ะ ไม่ทราบว่าผม…ฟังผิด ไปรึเปล่าครับ  คือ ท่านจะให้ฆ่า ใต้เท้าอียงอิกอย่างนั้นเหรอ ครับ?”

“ถูกต้องแล้ว  กำจัดเจ้าอียงอิกซะ และป้ายความผิดให้กับหมอที่ชื่อฮวางจอง”

“เอ่อ ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะครับ?”

“การที่อียงอิกมาผ่าตัดที่นี่ ก็พิสูจน์แล้วว่า การแพทย์ของโรงพยาบาลฮันซองของญี่ปุ่นเหนือกว่าโรงพยาบาลเจจุงวอน ใช่รึเปล่าล่ะ?”

“เอ่อคือว่า จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“อีกอย่างอียงอิก ไม่มีทางที่จะทรยศโชซอนอย่างแน่ๆ  ดังนั้นถ้าเราฆ่ามันทิ้ง ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่า จริงรึเปล่า?”

“คือเรื่องนี้ ในตอนนี้ยังมีฮวางจองจาก เจจุงวอนอยู่ภายในห้องผ่าตัดด้วย”

“ถือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราแล้วนี่ไง กำจัดอียงอิกแล้ว ถึงตอนชันสูตรศพ ก็บอกว่าเป็นความผิดของฮวางจองก็จบ” ทูตญี่ปุ่น กล่าว